สุขภาพกาย เปิดสูตรเลือก “ครีมกันแดด” สู้แดดเมืองไทย ป้องกันมะเร็งผิวหนัง โดย PPTV Online เผยแพร่: 29 เม.ย. 2569
เลือกครีมกันแดด SPF30+ PA+++ ปกป้อง UVA/UVB
ครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในเมืองไทยที่มีแดดจัด หากไม่ใช้ อาจเสี่ยงหน้าไหม้ ผิวเกรียม และมะเร็งผิวหนัง แสงแดดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ผิวหนัง เกิดอนุมูลอิสระ ผิวอักเสบ สูญเสียคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ผิวคล้ำเสีย เกิดฝ้ากระ แสงแดดประกอบด้วยแสงอินฟราเรด แสงที่มองเห็น และแสงที่มองไม่เห็น คือรังสีอัลตราไวโอเลต (UV)
รังสียูวีในแสงอาทิตย์
รังสียูวีในแสงอาทิตย์มี 3 ชนิด โดยส่วนใหญ่ถูกชั้นโอโซนดูดซับ สะท้อนกลับ หรือทำลาย จึงไม่มีผลกระทบต่อผิวหนังมากนัก แต่รังสี UVA และ UVB เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ
รังสี UVA
รังสี UVA แบ่งเป็น UVA-I และ UVA-II ในแสงแดดมี UVA มากถึง 95% ส่งผลร้ายต่อผิวหนัง ทำให้ผิวเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย ผิวคล้ำเข้ม เกิดจุดด่างดำ และสร้างอนุมูลอิสระ ส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อดีเอ็นเอ การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม และทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังบางชนิด
รังสี UVB
รังสี UVB ทำให้ผิวไหม้เกรียมแดด ผิวอักเสบ ผิวแก่ก่อนวัย และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หากปล่อยให้ผิวสัมผัสแสงแดดบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเที่ยงหรือบ่าย เมื่อฟ้าใสมีเมฆน้อยและไม่มีการป้องกันที่ดี
ทาครีมกันแดดจำเป็นไหมเมื่ออยู่แต่ในบ้าน
หลายคนสงสัยว่าต้องทาครีมกันแดดเมื่ออยู่ในบ้านหรือไม่ อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ โทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ แทบไม่มีรังสี UV ปล่อยออกมา หรือมีในระดับต่ำมาก ไม่มีผลเสียต่อผิวหนัง แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือรังสี UVA จากแสงที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างหรือกระจก กระจกใสให้แสง UVA ทะลุผ่านได้ถึง 75% กระจกสีหรือกระจกสะท้อนแสงให้รังสี UVA ทะลุผ่านได้ 25-50% (รังสี UVB ไม่สามารถทะลุผ่านกระจกได้) ดังนั้น เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดที่อาจทะลุเข้ามาในบ้าน แนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 และ PA 3+ ขึ้นไป พร้อมกับปิดม่าน นั่งให้ห่างจากหน้าต่าง ใช้กระจกลามิเนต หรือติดฟิล์มกรองแสงเพื่อกรองรังสี UVA
การเลือกครีมกันแดด
- เลือกครีมกันแดดที่ปกป้องทั้ง UVB และ UVA โดยสังเกตจากค่า SPF 30 ขึ้นไป และ PA 3+ ขึ้นไป (ตามมาตรฐาน EU)
- เลือกเนื้อผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติให้เหมาะกับกิจกรรม หากทำงานที่บ้าน เลือกเนื้อสบายผิว ไม่หนักผิว ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ไม่จำเป็นต้องกันน้ำกันเหงื่อ
- เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวมันใช้แบบเจลหรือโลชั่น
- เลือกครีมกันแดดที่ป้องกันรังสีอินฟราเรด (IR) และแสงสีฟ้า (BL) จากจอคอมพิวเตอร์ มือถือ และแท็บเล็ต
- เลือกครีมกันแดดที่ไม่มีสารก่อการอุดตัน เช่น ลาโนลิน โพรพิลินไกลคอล ที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน หากใช้แล้วแพ้ มีผื่นขึ้น ให้หยุดใช้ทันที
- เลือกครีมกันแดดที่ไม่มีสารกันบูด ไม่มีน้ำหอม
Oral Sunscreen (อาหารเสริมกันแดด)
เป็นการป้องกันเสริมจากภายใน ไม่สามารถใช้แทนครีมกันแดด แต่ช่วยเพิ่มการป้องกันผิว เช่น Polypodium Leucotomos extract (PLE) สารสกัดจากเฟิร์น ลดการอักเสบของผิวจากแดด ลดผื่นแพ้แดด และลดความเสี่ยงความเสียหายของ DNA, Astaxanthine, Beta-Carotene, Lycopene สารต้านอนุมูลอิสระ ลดผลเสียของ UV, Vitamin C และ Vitamin E ลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ, Nicotinamide (Vitamin B3) ลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังในกลุ่มเสี่ยงสูง
การทาครีมกันแดดที่เหมาะสม
- ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดหรือในที่ที่มีแสง อย่างน้อย 15-30 นาที
- ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หากออกไปข้างนอก อยู่กลางแดดจัด หลังว่ายน้ำ หรือกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก
- ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมต่อการทาผิวหน้า 1 ครั้ง ควรบีบไม่น้อยกว่า 2 มิลลิกรัม หรือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ หรือเท่าเหรียญ 10 บาท หากเป็นรูปแบบน้ำหรือสเปรย์ ควรใช้ในปริมาณมากกว่าแบบครีม
- อย่าลืมทาครีมกันแดดบริเวณคอ ใบหู และลำตัวด้วย
ครีมกันแดดทำหน้าที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันผิวจากรังสียูวีในแสงอาทิตย์ แนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสมทุกวัน แม้วันนั้นจะทำงานหรืออยู่ในบ้านตลอดก็ตาม ร่วมกับการป้องกันอื่นๆ เช่น การติดฟิล์มกรองแสงที่กระจก เพื่อปกป้องผิวไม่ให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และผิวแก่ก่อนวัยอันควร
ขอบคุณข้อมูลจาก: โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท



