พรรคก้าวไกลยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และรัฐมนตรีอีก 5 คน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 โดยมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งพรรคก้าวไกลระบุว่าเป็นการดำเนินการที่ส่อทุจริตและไม่โปร่งใส
รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกยื่นซักฟอก
นอกจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีรัฐมนตรีอีก 5 คนที่ถูกยื่นญัตติ ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยพรรคก้าวไกลอ้างว่าทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายดังกล่าว
รายละเอียดข้อกล่าวหา
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูง เนื่องจากขาดการตรวจสอบที่รัดกุม และอาจทำให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ระบุว่าหนี้สาธารณะอาจสูงถึง 70% ของ GDP หากดำเนินนโยบายนี้
นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังชี้ว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างถูกต้อง และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 57 ที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐบาล
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้ว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็น และได้ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบแล้ว พร้อมยืนยันว่าพร้อมชี้แจงในสภาฯ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าการยื่นญัตติครั้งนี้เป็นเกมการเมืองของพรรคก้าวไกล และรัฐบาลพร้อมที่จะสู้ในสภาฯ
กำหนดการอภิปราย
คาดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยใช้เวลา 3 วันในการอภิปราย และ 1 วันในการลงมติ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าประชุม
พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนรวม 314 เสียง ในขณะที่ฝ่ายค้านมี 208 เสียง ทำให้การลงมติครั้งนี้ค่อนข้างแน่นอนว่ารัฐบาลจะรอดจากการถูกซักฟอก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์หลายรายแสดงความกังวลว่านโยบายแจกเงินดิจิทัลอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่านโยบายนี้จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย



