การท่องเที่ยวเชิงอาหารเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ไทยห้ามพลาด
การท่องเที่ยวเชิงอาหารเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ไทยห้ามพลาด

มูลค่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงอาหารโลกในปี 2567 อยู่ที่ 13,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 19.8% ต่อปี ตามรายงานของ World Food Travel Association การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์เชิงลึกผ่านอาหาร รวมถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียและเทรนด์ Farm-to-travel

เอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด

ปัจจุบันเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยวเชิงอาหารประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าทั้งหมด เป็นผลจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ อาหารยังถูกหล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งของประเพณี ศาสนา และชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ วัฒนธรรมอาหารในภูมิภาคยังได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO เช่น วัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม วัฒนธรรมการทำกิมจิของเกาหลี และต้มยำกุ้งของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2567

โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนกระแส Gastronomy Tourism

โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนร้านอาหารเล็กๆ ให้กลายเป็นไวรัลระดับโลก ผ่านวิดีโอสั้นใน TikTok หรือ Reels การแชร์ IG story และการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์และบล็อกเกอร์สายอาหาร รูปแบบเนื้อหาเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางตามรอยเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นักท่องเที่ยวสายอาหารใช้จ่ายสูงกว่าทั่วไป 20-30%

รายงานของ World Food Travel Association ปี 2568 ระบุว่า นักท่องเที่ยวสายอาหาร (Gastronomy tourists) มีศักยภาพในการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 20-30% โดยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องสูงถึง 25-35% ของงบประมาณท่องเที่ยวทั้งหมด กลุ่ม Gen Z มองว่าการจ่ายเงินพรีเมียมเพื่อประสบการณ์ที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้นั้นคุ้มค่า

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ด้านภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวด้านอาหาร

ผลการประเมินภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารประจำปี 2568 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัท เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง จำกัด เปิดเผยว่าญี่ปุ่นยังคงรั้งอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนการโหวต 65% สูงขึ้นจากปีก่อน จุดเด่นสำคัญคือวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาล ความประณีตในการทำอาหาร มาตรฐานความปลอดภัยสูง ความหลากหลายของอาหาร และรสชาติอูมามิ นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีระบบบริหารจัดการที่เป็นระบบผ่านการบูรณาการนโยบายระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการอัดฉีดงบประมาณท้องถิ่น เช่น การให้เงินอุดหนุนสูงถึง 50 ล้านเยนต่อโครงการที่นำวัฒนธรรมอาหารมาต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยว

ไทยอันดับ 2 มีศักยภาพสูงเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารโลก

ไทยได้รับการโหวตเป็นอันดับ 2 ในด้านแหล่งท่องเที่ยวด้านอาหาร รองจากญี่ปุ่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ได้แก่ ความพร้อมเชิงกายภาพและความมั่นคงด้านวัตถุดิบ อัตลักษณ์และรสชาติอาหารที่โดดเด่น คุณภาพและมาตรฐานระดับสากล เช่น ร้านอาหารในคู่มือมิชลินไกด์ปี 2568 จำนวน 462 ร้าน ครอบคลุม 11 พื้นที่ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ชูอาหารไทยเป็น Soft Power หลัก รวมถึงการส่งเสริมสินค้า GI เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง และสับปะรดภูแล

ภูเก็ตเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารแห่งแรกในอาเซียน

ภูเก็ตได้รับเลือกจาก UNESCO ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร (City of Gastronomy) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นเมืองแรกในไทยและอาเซียน ความโดดเด่นเกิดจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารที่ผสมผสานไทย มลายู จีนฮกเกี้ยน ชาวเล และตะวันตก ความเชื่อมโยงของอาหารกับประเพณีท้องถิ่น เช่น เทศกาลถือศีลกินผัก และประเพณีวิวาห์บาบ๋า รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เช่น สับปะรดภูเก็ตและส้มควาย

5 ประเด็นหลักที่ไทยควรพัฒนาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

SCB EIC มองว่าไทยสามารถเรียนรู้จากความสำเร็จของต่างประเทศเพื่อปิดจุดอ่อนและต่อยอดจุดแข็ง โดย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะร้านสตรีตฟูด 2) ยกระดับการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการสร้างแบรนด์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึง เช่น ระบบขนส่งสาธารณะและระบบการชำระเงิน 4) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจรให้เกษตรกรและชาวประมงเปิดฟาร์มและเรือประมงต้อนรับนักท่องเที่ยว 5) สนับสนุนการใช้ Soft Power และกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสอดแทรกเรื่องราวอาหารไทยในภาพยนตร์และซีรีส์ระดับสากล

ความท้าทายคือการออกแบบนโยบายแบบบูรณาการ

ความท้าทายสำคัญคือการออกแบบนโยบายและแผนงานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและครบวงจร ผ่านการสร้างแพลตฟอร์มกลาง (Gastronomy platform) เพื่อเชื่อมต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ แพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่เป็นทั้ง Marketplace, Data hub และ Experience platform เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนรวมของระบบ

การท่องเที่ยวเชิงอาหารจึงไม่ใช่แค่การลิ้มรสอาหาร แต่เป็นการเรียนรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ซ่อนอยู่ในทุกจาน SCB EIC มองว่านี่คือโอกาสทองของไทยในการยกระดับอาหารไทยให้เป็น Soft Power ที่ทรงพลังและเป็นฟันเฟืองใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์และความทรงจำที่มากกว่าแค่ความอิ่มท้อง