ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ประกาศอนุมัติให้เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี สามารถรับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น (บูสเตอร์) ได้แล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยคำแนะนำดังกล่าวมีผลทันทีหลังจากที่ ดร.โรเชล วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC ได้ลงนามอนุมัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน (ACIP)
รายละเอียดของการอนุมัติ
การอนุมัติครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในเด็กกลุ่มอายุนี้อยู่แล้ว โดยเด็กที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว อย่างน้อย 5 เดือน จะมีสิทธิ์รับเข็มกระตุ้น ซึ่งเป็นขนาด 10 ไมโครกรัม (หนึ่งในสามของขนาดที่ใช้ในผู้ใหญ่)
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติการใช้วัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีน 2 เข็มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และเข็มกระตุ้นสามารถเพิ่มระดับแอนติบอดีได้อย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลและความจำเป็น
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งทำให้เด็กติดเชื้อมากขึ้น แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่ก็มีรายงานเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและมีภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น กลุ่มอาการ MIS-C (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children)
ดร.วาเลนสกีกล่าวว่า "เรารู้ว่าวัคซีนปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรครุนแรง และการให้เข็มกระตุ้นจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กในช่วงที่เชื้อแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง"
ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง
จากข้อมูลของ CDC พบว่าเด็กอายุ 5-11 ปี ประมาณ 8.8 ล้านคน หรือประมาณ 30% ของกลุ่มนี้ ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ขณะที่ผู้ปกครองบางส่วนยังคงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน โดยเฉพาะอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) ซึ่งพบได้น้อยมากในเด็กกลุ่มนี้
การศึกษาทางคลินิกของไฟเซอร์ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ พบว่าเด็กที่ได้รับเข็มกระตุ้นมีระดับแอนติบอดีเพิ่มขึ้น 6 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนรับเข็มกระตุ้น และไม่มีรายงานผลข้างเคียงร้ายแรง
ปฏิกิริยาจากผู้เชี่ยวชาญ
ดร.ปีเตอร์ ฮอตซ์ จากวิทยาลัยการแพทย์เบย์เลอร์ กล่าวว่า "การอนุมัติครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเด็กก็มีความเสี่ยงต่อโควิด-19 เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว การให้เข็มกระตุ้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยหนักและการเสียชีวิต"
อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังคงแนะนำให้ประเทศต่างๆ ชะลอการฉีดเข็มกระตุ้นในเด็ก เนื่องจากวัคซีนมีจำนวนจำกัด และควรจัดสรรให้กับกลุ่มเสี่ยงในประเทศที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครอบคลุมก่อน
ผลกระทบต่อประเทศไทย
ในประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้เด็กอายุ 5-11 ปี เนื่องจากวัคซีนของไฟเซอร์สำหรับเด็กยังมีจำนวนจำกัด และต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า "ไทยกำลังติดตามข้อมูลจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และจะพิจารณาความจำเป็นในการฉีดเข็มกระตุ้นให้เด็กเมื่อมีข้อมูลเพียงพอและวัคซีนเพียงพอ"



