แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองออกมาเตือนถึงอันตรายจากการที่เด็กใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีที่ไม่ควรใช้หน้าจอใดๆ เลย
ผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง
การที่เด็กใช้มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองในหลายด้าน ได้แก่
- สมาธิสั้น: การเปลี่ยนหน้าจออย่างรวดเร็วทำให้เด็กมีสมาธิสั้นลง ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้นาน
- ทักษะทางสังคมบกพร่อง: เด็กที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากจะขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้ทักษะการเข้าสังคมไม่พัฒนาเท่าที่ควร
- ปัญหาด้านภาษา: การพูดคุยกับหน้าจอไม่สามารถทดแทนการสื่อสารกับมนุษย์จริงได้ ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า
- ความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม: การกระตุ้นสมองที่ไม่เหมาะสมในวัยเด็กอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมในอนาคต
คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง
เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้
- กำหนดเวลาใช้หน้าจอ: เด็กอายุ 2-5 ปี ไม่ควรใช้หน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง และควรเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพ
- เลือกเนื้อหาที่เหมาะสม: ควรเลือกแอปพลิเคชันหรือรายการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การอ่าน การคำนวณ หรือภาษาต่างประเทศ
- ร่วมกิจกรรมกับเด็ก: ผู้ปกครองควรใช้เวลากับเด็กในการเล่นหรือทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นของเล่น หรือออกไปเล่นกลางแจ้ง
- เป็นแบบอย่างที่ดี: ผู้ปกครองควรลดการใช้มือถือหรือแท็บเล็ตต่อหน้าเด็ก เพื่อให้เด็กเห็นแบบอย่างที่ดี
กิจกรรมทดแทนหน้าจอ
แพทย์แนะนำให้ผู้ปกครองหากิจกรรมอื่นๆ เพื่อทดแทนการให้เด็กเล่นมือถือ เช่น
- การเล่นกลางแจ้ง เช่น ขี่จักรยาน เล่นฟุตบอล หรือปีนป่าย
- การเล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อ หรือดินน้ำมัน
- การอ่านหนังสือด้วยกัน
- การทำงานศิลปะ เช่น วาดรูป ระบายสี หรือประดิษฐ์สิ่งของ
การที่เด็กใช้มือถือมากเกินไปไม่เพียงส่งผลต่อสมอง แต่ยังทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น สายตาสั้น ปวดคอ ปวดหลัง และนอนไม่หลับ ดังนั้นผู้ปกครองควรใส่ใจและควบคุมการใช้หน้าจอของเด็กอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ



