โรคไตภัยเงียบคุกคามคนไทยกว่า 10 ล้านคน งบรักษาพุ่งหลักหมื่นล้าน
โรคไตภัยเงียบคุกคามคนไทย งบรักษาพุ่งหมื่นล้าน

โรคไตภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกและคนไทยนับล้าน

ในปัจจุบัน สถานการณ์โรคไตเรื้อรังได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่น่าวิตก โดยมีผู้ป่วยทั่วโลกรวมกันมากกว่า 850 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี สำหรับประเทศไทยเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น จากการสำรวจพบว่ามีประชากรไทยที่ป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังอยู่ที่ประมาณ 9 ถึง 10 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไตหรือการปลูกถ่ายไต อยู่ราว 150,000 ราย ซึ่งการรักษาเหล่านี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายสูงมากและสร้างภาระอย่างหนักให้กับระบบสุขภาพของประเทศ

งบประมาณมหาศาลเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทย

แม้ว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะมีงบประมาณเฉพาะสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไต โดยในปี 2568 ใช้งบประมาณไปกว่า 17,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมกับกองทุนสุขภาพอื่น ๆ แล้ว งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องล้างไตอาจพุ่งสูงถึง 50,000 ถึง 60,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาและความจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันและควบคุมโรค

วันไตโลกกับการรณรงค์ให้ตระหนักถึงภัยเงียบ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568 สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยได้จัดงานวันไตโลก หรือ World Kidney Day ภายใต้คำขวัญที่ว่า “KIDNEY HEALTH FOR ALL-Caring for people and Protecting the Planet” หรือในภาษาไทยคือ “คัดกรองป้องกัน รู้ทันโรคไต ใส่ใจรักษ์โลก” งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักและใส่ใจกับโรคไตมากขึ้น พร้อมทั้งย้ำเตือนถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพไตตั้งแต่เนิ่น ๆ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยมีภาวะโรคไตเรื้อรังมากกว่า 10 ล้านคน และที่น่ากังวลคือส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองกำลังป่วย เนื่องจากในระยะแรกของโรคมักไม่แสดงอาการใด ๆ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้วเท่านั้น โรคไตจึงถูกเรียกว่าเป็น “ภัยเงียบ” ที่คุกคามทุกช่วงวัย

สาเหตุหลักและกลุ่มเสี่ยงของโรคไตในคนไทย

นายแพทย์วุฒิเดชอธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญของโรคไตในคนไทยมักเกิดจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลให้การทำงานของไตเสื่อมลงในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นประจำ เนื่องจากโรคไตในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

การตรวจคัดกรองโรคไต สามารถทำได้ทั้งผ่านการตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ สำหรับการตรวจปัสสาวะ แพทย์มักใช้การตรวจไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ (Microalbuminuria) ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถควบคุมโรคและชะลอการเสื่อมของไตได้” นพ.วุฒิเดช กล่าว

แนวทางป้องกันโรคไตด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ

สำหรับแนวทางป้องกันโรคไต ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ดังนี้

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ลดการบริโภคอาหารเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรโดยไม่จำเป็น เนื่องจากบางชนิดอาจมีสารที่ส่งผลกระทบต่อไตหากบริโภคในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นายแพทย์วุฒิเดชย้ำว่า โรคไตถือเป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัวคนไทย เพราะในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะไตวาย ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูงตลอดชีวิต ดังนั้นการตรวจสุขภาพและปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคไตลุกลามจนกลายเป็นภาระทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในอนาคต

ความเชื่อมโยงระหว่างอาหารและโรคไต

ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ ที่ปรึกษาสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ไม่เพียงแต่การกินเค็มเท่านั้นที่ทำให้เกิดโรคไต แต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่น ๆ เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ก็สามารถนำไปสู่โรคไตได้เช่นกัน หากไม่มีการควบคุมโรคเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราต้องให้ความรู้ในการเลือกกินอย่างไรให้เสี่ยงโรค หรือกินอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน” ผศ.ดร.ชนิดา กล่าว พร้อมยกตัวอย่างการทานโปรตีนเสริมที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคมปัจจุบัน โดยชี้ว่า สำหรับคนปกติทั่วไปในแต่ละวันร่างกายต้องการโปรตีนเพียง 55-60 กรัม หากทานโปรตีนเสริมร่วมกับการกินอาหารอื่น ๆ จนเกินความต้องการ ไตต้องทำงานหนักในการกรองส่วนเกินนี้ออกไป

เธอแนะนำว่า “การรับประทานอะไรเข้าไปในร่างกาย ควรกินแค่พอประมาณเพื่อไปซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกายก็พอ เพราะอะไรที่มากเกินไปก็จะเป็นปัญหา เช่นเดียวกับการลดทานอาหารแปรรูป ควรทานอาหารที่เป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง ลดการปรุงไม่หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด”

การดื่มน้ำและการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

ด้าน นพ.กฤษฏา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเสริมและทำทุกวิถีทางให้คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคไตร่วมด้วย

“ในยุคปัจจุบันที่มีความเร็วของสื่อสูง การเสพสื่อหรือการรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ควรเลือกรับจากสมาคมหรือองค์กรที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ” นพ.กฤษฏา กล่าว พร้อมระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขได้บูรณาการกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน เช่น การทำงานของ อย. ในเรื่องฉลากอาหารและโภชนาการ

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ โดยแนะนำให้ดื่มอย่างน้อยวันละ 1.5 ถึง 2 ลิตร ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยขับของเสียในร่างกาย และการบริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมีก็ช่วยลดการทำงานหนักของไตได้อีกทางหนึ่ง

“จึงอยากแนะนำให้ประชาชนตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนต้องล้างไต ซึ่งเป็นภาระต่อทั้งสุขภาพและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ” นพ.กฤษฏา กล่าวสรุป