สุขภาพกาย เตือนภัย! ไตวายเฉียบพลันจากภาวะขาดน้ำและฮีทสโตรก อันตรายถึงชีวิต โดย PPTV Online เผยแพร่: 7 พ.ค. 2569
ไตวายเฉียบพลันคืออะไร
ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) คือ ภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานแบบเฉียบพลัน ทั้งการกรองของเสียในร่างกายและการขับของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุลน้ำ เกลือแร่ แร่ธาตุ และเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา ควรต้องรีบรักษาทันทีก่อนร้ายแรงถึงชีวิตได้ ซึ่งระยะเวลาของไตวายเฉียบพลันจะเกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ แต่ต้องรีบฟื้นฟูไตให้กลับมาปกติโดยเร็วที่สุด
สาเหตุของไตวายเฉียบพลัน
- สารน้ำลดลงจนร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ เช่น ท้องเสียรุนแรง เสียเหงื่อมาก ฮีทสโตรก อาเจียนเป็นเลือด อุบัติเหตุที่เสียเลือดมาก และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ
- การติดเชื้อ ทั้งติดเชื้อในร่างกายและติดเชื้อในกระแสเลือด อาจทำให้เกิดการช็อกได้
- รับประทานยาที่มีผลต่อไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาคลายเส้น ยาสมุนไพร
- ทางเดินปัสสาวะอุดตัน ทำให้ปัสสาวะไม่ออกและไตวายเฉียบพลันได้ เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งบางชนิด
- สาเหตุอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูงหรือต่ำเกินไป โรคตับ โรคเกาต์
ทำไมขาดน้ำมากถึงไตวายเฉียบพลัน
เมื่อร่างกายขาดน้ำเป็นเวลานานอาจเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ฮีทสโตรก โดยเฉพาะในผู้ที่สัมผัสอากาศร้อนนาน นักกีฬาที่ออกกำลังกายหนัก หรือมีประวัติโรคลมแดดร่วมด้วย เสี่ยงไตวายเฉียบพลัน เลือดหนืดส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดและทำให้ไตทำงานหนัก เกิดภาวะไม่สมดุลของระดับเกลือแร่ในร่างกาย (Electrolyte Imbalance) และภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) จากการอยู่กลางแดดแรงและออกแรงมาก ทำให้ของเสียจากกล้ามเนื้อไปอุดตันในท่อไต กระตุ้นให้กล้ามเนื้อสลายและไตวายเฉียบพลันได้
ภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ
เกิดจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป ปัสสาวะมากเกินไป สูญเสียน้ำจากโรค เช่น อาหารเป็นพิษทำให้อาเจียนและท้องเสีย เสียน้ำผ่านบาดแผลที่ผิวหนัง เช่น แผลไฟไหม้ เหงื่อออกมากเกินไปจากไข้หรือออกกำลังกายนาน
ทำไมลดน้ำหนักไวเกินไปถึงไตวายเฉียบพลัน
การลดน้ำหนักเร็วเกินไปอาจทำให้ไตวายเฉียบพลันจากการขาดน้ำและเกลือแร่มากจนไตขาดเลือดและไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ เพราะผู้ที่ลดน้ำหนักบางคนมักดื่มน้ำน้อย รวมถึงบางคนรับประทานยาขับปัสสาวะเพื่อให้น้ำหนักลดลงเร็ว ทำให้ปัสสาวะบ่อยส่งผลให้ขาดน้ำ อาจเกิดไตวายเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ลดน้ำหนักแบบหักโหม การลดน้ำหนักให้ถูกวิธีและค่อยเป็นค่อยไปคือวิธีที่ดีที่สุด เพราะช่วยให้ร่างกายไม่เสียสมดุล น้ำหนักคงที่ในระยะยาว และไม่เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ รวมถึงไตวายเฉียบพลัน
อาการไตวายเฉียบพลัน
- บวมน้ำ แขนขาบวม หน้าบวม ตาบวม
- ตะคริวตอนกลางคืน นอนไม่หลับ
- ปัสสาวะออกลดลงหรือไม่มีปัสสาวะเลย
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือซึมลงจากของเสียคั่งในกระแสเลือด
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยตัวรุนแรง
- หากซีด เลือดจางอาจถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้
การตรวจวินิจฉัยไตวายเฉียบพลัน
- ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทางโรคไต
- ตรวจเลือดเพื่อประเมินค่าการทำงานของไต ได้แก่ ค่าไนโตรเจนจากสารยูเรียในเลือด (BUN) ค่าครีเอตินิน (Creatinine) ค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) และเกลือแร่ต่าง ๆ
- ตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินการปนเปื้อนของโปรตีนและเม็ดเลือดแดง
- ตรวจอัลตราซาวนด์ไตเพื่อค้นหาความผิดปกติของโครงสร้างไต
- ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อประเมินลักษณะไตและการอุดกั้นในระบบทางเดินปัสสาวะ
การรักษาไตวายเฉียบพลัน
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยแพทย์จะประเมินการรักษาอย่างเหมาะสม หากรักษาได้ทันเวลา ไตมักกลับมาทำงานได้เป็นปกติ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน แต่ถ้ารักษาไม่ทันอาจกลายเป็นไตวายเรื้อรังได้ วิธีการรักษา ได้แก่
- หยุดยาที่มีส่วนทำให้ไตวาย ปรับปริมาณยาให้เหมาะกับการทำงานของไตที่ลดลง
- ให้สารน้ำทดแทนในผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำ ดื่มเกลือแร่ที่เหมาะสม
- เฝ้าระวังอาการช็อก ปรับสารอาหาร พลังงาน ปริมาณโปรตีนให้เหมาะกับผู้ป่วย
- ควบคุมปริมาณน้ำเข้าออกร่างกายให้สมดุลและควบคุมน้ำหนักตัว
- บำบัดทดแทนไต เมื่อไตทำงานน้อยหรือไม่ทำงาน อาจต้องใช้เครื่องฟอกไตเทียมจนกว่าไตจะกลับมาทำงานปกติ
ไตวายเฉียบพลันกลายเป็นไตวายเรื้อรังได้ไหม
ไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรังเป็นการสูญเสียการทำงานของไต แต่ไตวายเฉียบพลันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการรุนแรง ถ้ารักษาเร็วมักกลับมาเป็นปกติ ส่วนไตวายเรื้อรังเกิดขึ้นช้า ๆ เป็นระยะเวลานาน ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงชะลอความเสื่อมและความรุนแรง
การป้องกันไตวายเฉียบพลัน
- หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดรับประทานเอง หรือใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพรด้วยตนเอง เนื่องจากบางชนิดทำให้เกิดไตวายฉับพลันได้
- เลี่ยงอาหารเค็มจัด หวานจัด มันจัด
- นอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ 8-10 แก้วต่อวัน
- ไม่ออกกำลังกายหนัก จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
- งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- หากผู้ป่วยมีโรคไตเรื้อรังอยู่เดิม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำหัตถการที่ฉีดสารทึบรังสี
- หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรตรวจคัดกรองโรคไตกับแพทย์เฉพาะทางทันที
ขอบคุณข้อมูลจาก: โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่



