ตับอักเสบเอ ภัยเงียบจากอาหาร-น้ำดื่ม ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและสุขอนามัย
ตับอักเสบเอ ติดง่ายจากอาหาร-น้ำ ป้องกันด้วยวัคซีน

ตับอักเสบเอ โรคติดต่อที่ป้องกันได้จากอาหารและน้ำดื่ม

โรคไวรัสตับอักเสบเอ เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม picornavirus ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของตับ โดยอาการอาจมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายเป็นปกติภายใน 2 เดือน การติดต่อหลักของโรคนี้คือผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ซึ่งมักมาจากผู้เตรียมอาหารที่เป็นพาหะ หรืออาหารที่ปรุงไม่สุกเพียงพอ

อาการและกลุ่มเสี่ยงของโรคตับอักเสบเอ

อาการที่พบได้บ่อยของโรคไวรัสตับอักเสบเอ ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน แน่นท้องใต้ชายโครงขวา ท้องร่วง ปัสสาวะสีน้ำตาลเข้ม และอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือดีซ่าน โดยในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี มักไม่แสดงอาการชัดเจน ในขณะที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะมีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน

กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่อาศัยในบ้านเดียวกับผู้ป่วย นักท่องเที่ยวในพื้นที่แพร่ระบาด เด็กและเจ้าหน้าที่ในศูนย์เลี้ยงเด็ก ผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัด และผู้ที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุอื่น เช่น ตับแข็งจากสุรา หรือไวรัสตับอักเสบบีและซี อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอจะสร้างภูมิคุ้มกันตลอดชีวิตและไม่เป็นโรคซ้ำอีก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

วิธีป้องกันโรคตับอักเสบเออย่างมีประสิทธิภาพ

การป้องกันโรคตับอักเสบเอทำได้ง่ายด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำหรือก่อนปรุงอาหาร และใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอุจจาระของผู้อื่น อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอสามารถเริ่มฉีดได้ในเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 6 และ 12 ตามลำดับ ภูมิคุ้มกันจะเริ่มขึ้นหลังฉีดเข็มแรก 4 สัปดาห์และอยู่ได้นานประมาณ 20 ปี วัคซีนนี้สามารถให้พร้อมกับวัคซีนอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี บาดทะยัก หรือวัคซีนป้องกันคอตีบได้

คำแนะนำสำหรับการฉีดวัคซีนและทางเลือกอื่น

สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนและต้องเดินทางไปประเทศที่มีการระบาด ควรฉีดวัคซีนล่วงหน้า 4 สัปดาห์ก่อนเดินทาง ในกลุ่มอายุน้อยกว่า 18 ปี อาจไม่จำเป็นต้องตรวจภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน แต่ในผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี ควรทดสอบภูมิคุ้มกันก่อน เนื่องจากในประเทศไทยมีผู้ใหญ่จำนวนมากที่เคยได้รับเชื้อและมีภูมิต้านทานแล้ว

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้วัคซีน หรือต้องการป้องกันในระยะสั้นก่อนหรือหลังสัมผัสโรค สามารถใช้ Immune globulin ซึ่งเป็นภูมิต่อไวรัสตับอักเสบเอ โดยควรให้ภายใน 2 สัปดาห์หลังสัมผัสโรคเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลสุขภาพด้วยการฉีดวัคซีนและรักษาสุขอนามัยเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงจากโรคตับอักเสบเอ ซึ่งช่วยป้องกันอาการรุนแรงและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น