สถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงในประเทศไทยเวลานี้ กำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เอฟเฟกต์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางลากราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มในบ้านเราให้พุ่งทะลุเพดาน จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายและโครงสร้างตลาดรถยนต์ในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตค่าน้ำมันรอบนี้กำลังบีบให้เกิดปรากฏการณ์หนีตายครั้งใหญ่ คนไทยไม่ได้เลิกซื้อรถยนต์ แต่กำลังวิ่งหารถประหยัดน้ำมันที่วิ่งไกลด้วยเชื้อเพลิง 1 ถัง เพื่อลดค่าใช้จ่ายรายเดือน ส่งผลให้รถยนต์กลุ่มที่เคยเป็นเส้นเลือดหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างตลาดรถกระบะบรรทุก 1 ตัน ต้องบอบช้ำหนักที่สุด
ยอดขายกระบะดิ่งต่ำสุดในรอบ 24 ปี
ตัวเลขยอดขายรถกระบะดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบกว่าสองทศวรรษหรือในรอบ 24 ปี คาดการณ์กันว่ายอดขายอาจวูบหายหดตัวลงไปเหลือเพียงราวๆ 1.7 แสนคัน สาเหตุหลักมาจากการคุมเข้มของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อที่กรองหนักกว่าเดิม เนื่องจากรายได้ของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และ SMEs ยังไม่ฟื้นตัว รถกระบะสองตอนราคา 8-9 แสนบาทที่เคยเป็นตัวทำเงินหลักของค่ายรถญี่ปุ่น ยอดร่วงกราวรูดอย่างน่าใจหาย
วิกฤตน้ำมันเร่งให้คนไทยเปิดรับเทคโนโลยีใหม่
รถเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบเดิมๆ (ICE) กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการขาย วิกฤตราคาน้ำมันแพงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้คนไทยเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่เร็วขึ้น รถยนต์ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) กลายสภาพเป็นเซฟโซนที่ผู้ซื้อพร้อมเดินเข้าหา เพราะตอบโจทย์เรื่องความประหยัด โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน และที่น่าจับตาที่สุดในครึ่งปีหลังนี้คือการขยับตัวของค่ายรถยนต์ที่พยายามส่งเทคโนโลยีกลุ่ม REEV (Range Extended Electric Vehicle) หรือยานยนต์ไฟฟ้าช่วงขยายระยะทาง
REEV คืออะไร?
REEV คือรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) แต่ความแตกต่างระหว่าง BEV และ REEV นั้นอยู่ที่วิธีการจัดการกับระยะทางการขับขี่ แทนที่จะพึ่งพาเพียงแค่แพ็กแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มระยะทาง REEV จะใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็กที่ปรับแต่งมาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่เจนเนอเรเตอร์หรือเครื่องปั่นไฟเท่านั้น และเมื่อระดับประจุไฟในแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องยนต์จะทำงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเข้ามาหล่อเลี้ยงระดับประจุและขยายระยะทางการขับขี่ให้ไกลยิ่งขึ้น
ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่พกเครื่องยนต์สันดาปขนาดเล็กติดตัวไว้ทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ส่งกำลังตรงไปที่ล้อ REEV ที่มีอยู่กำลังชูจุดเด่นที่วิ่งได้ไกลทะลุ 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถังและชาร์จไฟเต็ม ซึ่งกลายมาเป็นหมากตาสำคัญในการช้อนลูกค้ากลุ่มที่โหยหาความประหยัดแบบรถไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกันก็เข็ดขยาดกับการวนหาตู้ชาร์จและรอคิวตามสถานีชาร์จสาธารณะ
ข้อดีของ REEV
- ประสบการณ์ขับขี่แบบไฟฟ้าแบบ 100% มอบแรงบิดที่รวดเร็ว การเร่งที่ราบรื่นและห้องโดยสารที่เงียบ
- แก้ปัญหาเรื่องระยะทางที่จำกัดของรถ EV ทั่วไป สามารถเดินทางระยะไกลได้โดยไม่ต้องหยุดชาร์จแบตเตอรี่
- ประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักพร้อมระบบขยายระยะทางที่มีประสิทธิภาพสูง
- ลดข้อจำกัดเรื่องสถานีชาร์จ สามารถเติมน้ำมันเพื่อสร้างไฟฟ้าได้ในกรณีที่ไม่สามารถหาสถานีชาร์จแบตเตอรี่ได้ทัน
REEV ต่างจากเทคโนโลยีอื่นอย่างไร?
REEV เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง BEV และ PHEV โดย REEV ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนตลอดเวลา ไม่เหมือน PHEV ที่ยังใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนโดยตรง REEV ไม่มีระบบส่งกำลังแบบรถเครื่องยนต์ทั่วไป ทำให้การขับขี่ราบรื่นกว่า PHEV และให้ความรู้สึกเหมือน BEV แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
REEV มีการใช้นวัตกรรมหลายอย่างเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด เช่น การฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง การจุดระเบิดพลังงานสูง ระบบหล่อเย็น และระบบหล่อลื่นแบบแปรผัน ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง ชาร์จไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว มีการตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่แบบเชิงรุก โดยใช้กลุ่มอัลกอริทึมอัจฉริยะในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real time ซึ่งมีความแม่นยำใกล้เคียง 100% ในการแจ้งเตือนสถานะความปลอดภัยของแบตเตอรี่
REEV มีการทำงานในหลายรูปแบบ ทั้ง Electric Mode ซึ่งสามารถขับขี่จากการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว หรือ Range-Extending Mode จะใช้ระบบขยายระยะทางเพื่อเข้ามาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำมันเมื่อระดับไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือน้อยเพื่อควบคุมระดับพลังงานในแบตเตอรี่ ซึ่งจะทำให้การจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้มอเตอร์มีความเสถียร ส่งผลให้เพิ่มระยะทางการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ ไร้กังวลเรื่องจุดชาร์จ และในการทำงานแบบ Regenerative Braking จะทำงานโดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และการทำงานในรูปแบบ Idling Mode เมื่อยานพาหนะหยุดนิ่งและระดับแบตเตอรี่คงเหลือต่ำ เครื่องยนต์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่
อนาคตของยานยนต์ไทย
วิกฤตพลังงานส่งสัญญาณเตือนว่า แผนการตลาดของค่ายรถยนต์ในไทยหลังจากนี้ จะไม่มีพื้นที่เหลือให้ยืนสำหรับรถยนต์ที่กินน้ำมันแบบไร้กลไกช่วยเหลืออีกต่อไป การเปลี่ยนผ่านรอบนี้ไม่ใช่เพราะผู้บริโภคชาวไทยอยากล้ำหน้าทางเทคโนโลยี แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องยอมรับความจริงว่า มันคือการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากค่าครองชีพที่บีบรัดตัวเข้ามาทุกขณะต่างหาก



