บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินระดับประเทศ ได้เปิดเผยข้อมูลการใช้งานระบบพร้อมเพย์ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่าการใช้งานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าธุรกรรม สะท้อนถึงบทบาทของพร้อมเพย์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบการเงินดิจิทัลไทยที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพในทุกช่วงเวลา
ปริมาณธุรกรรมเติบโตต่อเนื่องในทุกภาคส่วน
ในเดือนมีนาคม 2569 มียอดธุรกรรมพร้อมเพย์รวมทั้งสิ้น 2.39 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้นจาก 2.10 พันล้านรายการในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโต 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าธุรกรรมรวมอยู่ที่ 4.68 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4.43 ล้านล้านบาทในปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้งานที่กระจายตัวในหลายบริบท ทั้งการโอนเงินระหว่างบุคคล การชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้ในภาคธุรกิจที่มีความถี่สูง โดยเฉพาะธุรกรรมขนาดเล็กและกลางซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล
ยอดลงทะเบียนเพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนการเข้าถึงในวงกว้าง
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ยอดการลงทะเบียนพร้อมเพย์รวมอยู่ที่ 82.48 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นภาคประชาชน 82.08 ล้านเลขหมาย และภาคธุรกิจ 0.40 ล้านเลขหมาย จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจ ซึ่งต่างใช้พร้อมเพย์เป็นเครื่องมือหลักในการรับ-จ่ายเงินแบบเรียลไทม์ที่มีต้นทุนต่ำและปลอดภัย
ธุรกรรมต้นเดือนพุ่งสูง สะท้อนพฤติกรรมการเงินหลังรอบเงินเดือน
วันที่มียอดธุรกรรมสูงสุดของเดือนอยู่ที่ 74.63 ล้านรายการ โดยเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงต้นเดือน สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังได้รับรายได้ช่วงปลายเดือนก่อนหน้า ทั้งการโอนเงิน การชำระค่าสินค้าและบริการ และการจัดสรรค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงจังหวะการหมุนเวียนของเงินที่ต่อเนื่องจากปลายเดือนสู่ต้นเดือน โดยผู้ใช้งานมีแนวโน้มเร่งจัดการธุรกรรมทางการเงินทันทีที่มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ขณะที่การที่วันดังกล่าวตรงกับวันหยุดยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การรับประทานอาหาร และการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
ในช่วงปลายเดือน ธุรกรรมมักกระจุกตัวในรูปแบบการโอนเงินเดือนหรือการรับรายได้ ขณะที่ต้นเดือนจะเป็นช่วงที่เงินดังกล่าวถูกกระจายออกสู่ระบบผ่านการใช้จ่ายในหลากหลายกิจกรรม ทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลให้ระบบการชำระเงินต้องรองรับทั้งปริมาณธุรกรรมที่สูงและความหลากหลายของ use case ที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน อีกทั้งการที่วันยอดธุรกรรมสูงสุดตรงกับวันอาทิตย์ยังสะท้อนพฤติกรรม Always-on economy ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวันทำการอีกต่อไป ผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้การใช้จ่ายในวันหยุดมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคบริการและการท่องเที่ยวที่มีการเคลื่อนไหวสูงในช่วงสุดสัปดาห์
ภาพรวมดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงการผสานกันระหว่างพฤติกรรมผู้ใช้งานที่เปลี่ยนไปและโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่รองรับได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้การหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของความเร็ว ความสะดวก และความครอบคลุมของการใช้งานในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย
Cross-Border QR Payment เติบโตเร่งตัว รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว
บริการ Cross-Border QR Payment ขาเข้าในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าธุรกรรมรวม 1,157.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 218.51 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 430% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของการใช้จ่ายผ่าน QR Code ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ประเทศที่มีมูลค่าธุรกรรมขาเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 706.87 ล้านบาท มาเลเซีย 205.88 ล้านบาท และลาว 98.90 ล้านบาท
การที่ประเทศจีนยังคงครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้แอปพลิเคชันการชำระเงินของตนเองสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศไทยได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา และเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน การเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และลาว ยังสะท้อนถึงศักยภาพของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาคที่ช่วยสนับสนุนทั้งการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน
ตอกย้ำบทบาทโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศ
ภาพรวมของการใช้งานพร้อมเพย์ในเดือนมีนาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงบทบาทของระบบในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่รองรับทั้งธุรกรรมภายในประเทศและข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ NITMX ยังคงมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และรองรับการเติบโตของธุรกรรมในทุกมิติ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างยั่งยืน



