ครั้งหนึ่ง Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกดิจิทัล หลายคนเชื่อว่ามันจะปฏิวัติระบบการเงิน ธนาคาร การเลือกตั้ง และการทำงานภาครัฐ จนถึงขั้นถูกนำมาเป็นจุดขายในนโยบายหาเสียง แต่หลายปีผ่านมา Blockchain ถูกตั้งคำถามว่าเปลี่ยนโลกได้จริงหรือไม่ ล่าสุด “นายอาร์ม” เจ้าของช่อง 9arm ซึ่งมักทำคลิปอธิบายเทคโนโลยีให้คนไทยเข้าใจง่าย ได้ทำคลิป “ย้อนดู Blockchain จากปี 2026” หลังผ่านยุคกระแส Crypto และ Metaverse เพื่อดูว่าเทคโนโลยีนี้เปลี่ยนสังคมไทยและโลกอย่างไร และในปี 2026 Blockchain อยู่จุดไหนในโลกความเป็นจริง โดยมี 10 ประเด็นที่น่าสนใจ
1) ขายฝันเกินจริงเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
นายอาร์มยกตัวอย่างหนังสือ “Blockchain Revolution” ที่สร้างความเชื่อว่า Blockchain จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก แต่เมื่อถึงปี 2026 หลาย Use Case กลับไม่เกิดขึ้นจริงในวงกว้าง เขามองว่าเทคโนโลยีจำนวนมากมักถูกขายฝันเกินความสามารถในช่วงแรก และ Blockchain ก็เป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของ Hype Cycle
2) DeFi เกิดขึ้นจริงแต่ไม่สามารถแทนที่ธนาคารได้
หลายคนเชื่อว่า Blockchain จะสร้างระบบกระจายศูนย์ไร้ตัวกลาง แต่ในความเป็นจริง Decentralized แทบไม่มีในทางปฏิบัติ DeFi เช่น Lending, Exchange และ Yield Farming มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของระบบการเงินโลก คนส่วนใหญ่ยังเลือกใช้ธนาคารเพราะความสะดวกและการคุ้มครองเมื่อเกิดปัญหา เช่น โอนผิดหรือถูกแฮ็ก การมีตัวกลางไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเพื่อความมั่นใจและปลอดภัย กรณีศึกษาที่นายอาร์มยกคือรัฐบาลหลายประเทศยังสามารถติดตาม อายัด Wallet หรือบังคับให้ Exchange เปิดเผยข้อมูลลูกค้าได้ Blockchain ไม่ได้ทำให้รัฐหายไป เพียงเปลี่ยนรูปแบบการควบคุม
3) กำแพงสูงจนกีดกันผู้ใช้ทั่วไป
นายอาร์มมองว่าเทคโนโลยีที่จะ Mass Adoption ได้จริงต้องง่ายพอสำหรับคนธรรมดา แต่ Seed Phrase 20-24 ตัวอักษรนั้นยากเกินไป เพราะถ้าทำหายก็อาจสูญเสียสินทรัพย์ทั้งหมดโดยไม่มีใครช่วยได้
4) NFT พิสูจน์แล้วว่าเป็นฟองสบู่
งานวิจัยชี้ว่า 80-90% ของการเทรด NFT ในช่วงบูมเป็นการ Wash Trading หรือซื้อขายกับตัวเองเพื่อปั้นราคา นอกจากนี้การซื้อ NFT ไม่ได้ให้สิทธิ์ขาดในลิขสิทธิ์ศิลปะ ส่วนใหญ่ได้เพียง Token การครอบครอง ไม่ใช่สิทธิ์เชิงพาณิชย์ และยังต้องพึ่งกฎหมายในการเอาผิดหากมีคนก็อปปี้ผลงาน นายอาร์มมองว่า NFT มีคุณค่าในฐานะของสะสมดิจิทัลมากกว่าการปฏิวัติระบบลิขสิทธิ์
5) สถาบันการเงินและองค์กรใหญ่แห่พับโปรเจกต์
ธนาคารและองค์กรระดับโลกหลายแห่งประกาศย้ายระบบไป Blockchain แต่หลายโปรเจกต์ถูกยกเลิกเพราะต้นทุนสูง พัฒนาช้า และไม่มีข้อได้เปรียบเหนือฐานข้อมูลเดิม ระบบไร้ตัวกลางไม่มีหน่วยงานกลางคอยจัดการปัญหาผู้ใช้เมื่อเจอการแฮ็กหรือสแกม ในขณะที่ระบบ Database แบบเดิมสามารถอายัดบัญชีหรือช่วยเหลือผู้เสียหายได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังต้องการ
6) Database ธรรมดาอาจตอบโจทย์ธุรกิจมากกว่า
หลายบริษัทค้นพบว่า Database สมัยใหม่ก็ทำในสิ่งที่ Blockchain ทำได้ และบางกรณีตอบโจทย์ธุรกิจได้ดีกว่า ข้อเข้าใจผิดคือ Blockchain เป็นเทคโนโลยีเดียวที่สร้างระบบที่ไม่มีใครแก้ไขข้อมูลได้ แต่จุดเด่นนี้กลายเป็นปัญหาเมื่อป้อนข้อมูลผิดพลาดตั้งแต่แรก เพราะจะล็อกข้อมูลผิดไว้ถาวร Database อย่าง PostgreSQL สามารถสร้าง Audit Log และใช้ Cryptography ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ โดยไม่ต้องทำเป็นระบบกระจายศูนย์
7) ความล้มเหลวของการนำไปใช้ใน Supply Chain
การนำ Blockchain ไปใช้ใน Supply Chain เช่น Walmart หรือ Maersk ล้มเหลว เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงร้านค้าปลีก ซึ่งหลายบริษัทไม่ต้องการเสียต้นทุนเพื่อรัน Node หรือแชร์ข้อมูลให้คู่แข่ง สุดท้ายการใช้ Database ปกติหรือ QR Code จัดการได้ง่ายกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และตอบโจทย์ใกล้เคียงกัน
8) Blockchain ไม่ใช่ทางออกสำหรับการเลือกตั้ง
หลายฝ่ายเชื่อว่า Blockchain จะทำให้ระบบเลือกตั้งโปร่งใสและโกงยากขึ้น แต่นายอาร์มชี้ว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ Decentralized หรือไม่ เพราะยังมีวิธีโกงตั้งแต่ขั้นตอนก่อนบันทึกข้อมูลลง Chain หรือหลังบันทึกแล้ว ตราบใดที่รัฐบาลยังเป็นผู้ออกแบบและเจ้าของระบบ ช่องว่างให้เกิดความไม่โปร่งใสก็ยังมีอยู่ ปัญหาคือ Governance มากกว่าเทคโนโลยี
9) Use Case ที่รอดและใช้งานได้จริง
Blockchain ไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมด Stablecoin อย่าง USDC ช่วยให้โอนเงินข้ามประเทศรวดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับระบบธนาคารแบบเดิม แต่ความสำเร็จนี้ไม่ได้สะท้อนอุดมคติ Decentralized เพราะ Stablecoin ยังถูกควบคุมโดยบริษัทเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ Bitcoin เริ่มถูกยอมรับในฐานะ Store of Value ขณะที่ยุโรปทดลองใช้ Blockchain กับ Digital ID ซึ่งเป็น Use Case ที่เหมาะกับธรรมชาติของเทคโนโลยีมากกว่า
10) เทคโนโลยีดี แต่ใช้งานได้เฉพาะบางกรณี
นายอาร์มสรุปว่า Blockchain ไม่ใช่เทคโนโลยีที่แย่ แต่มันไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง อาจต้องรออีก 10-20 ปีเพื่อหา Use Case ที่เหมาะสมจริงๆ เช่นเดียวกับ AI ที่ถูกวิจัยมาตั้งแต่ปี 1970 แต่เพิ่งมีแอปพลิเคชันใช้งานจริงเป็นวงกว้างในวันนี้



