บีโอไออนุมัติ 6 โครงการลงทุนรวมเกือบล้านล้านบาท
วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยผลการประชุมบอร์ดบีโอไอ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ที่ประชุมมีมติอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท ส่งสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อนักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายการลงทุนที่โดดเด่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว
โครงการที่ได้รับการอนุมัติ
ไฮไลต์สำคัญคือการลงทุนของบริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา โครงการนี้เป็นการขยายการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และระบบดาตาโฮสติง เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาคอาเซียน โดยบริษัทมีแผนพัฒนาหลักสูตร Digital Literacy และ e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย และพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลของประเทศให้มีศักยภาพสูงขึ้น
นอกจากติ๊กต็อกแล้ว ยังมีโครงการศูนย์รวมข้อมูลหรือ Data Center อีก 2 โครงการ ได้แก่ บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงทุน 46,869 ล้านบาท ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับ IT Load 200 เมกะวัตต์ และบริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด ลงทุน 24,619 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load 134 เมกะวัตต์ ทำให้ 3 โครงการ Data Center รวมมูลค่ากว่า 913,838 ล้านบาท
โครงการอื่น ๆ ที่ได้รับการอนุมัติประกอบด้วย บริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ลงทุน 8,180 ล้านบาท ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ได้รับสิทธิจาก Procter & Gamble (P&G) ตั้งโรงงานที่จังหวัดระยอง เพื่อรองรับตลาดเอเชีย บริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ลงทุน 4,728 ล้านบาท ที่จังหวัดนครราชสีมา และบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ลงทุน 31,422 ล้านบาท ที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยโพแทสสำหรับภาคการเกษตร
Thailand FastPass ล็อตที่ 2
นอกจากการอนุมัติโครงการใหญ่แล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบคัดเลือกโครงการสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass ล็อตที่ 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ มูลค่ารวม 52,104 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ในระบบ Thailand FastPass ทั้งหมด 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท ระบบนี้จะเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตจากหลายหน่วยงาน เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
แผนรองรับการลงทุนระยะยาว
ในส่วนของการรองรับการลงทุนระยะยาว บอร์ดบีโอไอได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อย่างเข้มข้น เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัด มาตรการที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ใหม่ การผลักดันกลไก Direct PPA ที่ให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจง (Utility Green Tariff 2: UGT2) การปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค.2) สำหรับ Solar Rooftop และการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) สำหรับ Solar Farm
นายนฤตม์กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก การที่นักลงทุนยังคงเลือกประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็น Tech Hub ของภูมิภาค บีโอไอจึงมุ่งพัฒนาระบบนิเวศการลงทุนอย่างครบวงจร ทั้งการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด การเสริมสร้างซัพพลายเชนอุตสาหกรรมใหม่ และการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass การลงทุนครั้งนี้คาดว่าจะสร้างงานคุณภาพสูง สร้างรายได้ให้ประเทศ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และผลักดันเศรษฐกิจไทยไปสู่โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการพัฒนาศูนย์รวมข้อมูล ที่จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ให้แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก



