กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ซึ่งเป็นกองทุนการออมเพื่อเกษียณของพนักงานเอกชน มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 7 แสนล้านบาท แต่กลับมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยต่ำเพียงประมาณ 10% ของพอร์ตทั้งหมด ส่งผลให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่สูงเท่าที่ควร และพลาดโอกาสในการเติบโตระยะยาวจากตลาดหุ้นไทย
สัดส่วนลงทุนต่ำเกินไป สวนทางกับแนวโน้มตลาด
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่เน้นลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยเพียง 10% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของตลาดหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวสูงกว่า 10% ต่อปี
“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเงินลงทุนมหาศาล แต่กลับไม่กล้าลงทุนในหุ้นไทยเท่าที่ควร ทำให้พลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานเอกชนที่ต้องการเงินออมเพื่อเกษียณอย่างเพียงพอ” นายกิตติคุณกล่าว
ผลตอบแทนต่ำกว่าศักยภาพ เสี่ยงเกษียณไม่รวย
จากการสำรวจของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) พบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 3-4% ต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่เฉลี่ย 8-10% ต่อปี สะท้อนว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังมีช่องว่างในการเพิ่มผลตอบแทนได้อีกมาก
ทั้งนี้ หากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยเป็น 20-30% ของพอร์ต จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้สมาชิกมีเงินออมเพื่อเกษียณมากขึ้นในระยะยาว
อุปสรรคสำคัญคือข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและการยอมรับความเสี่ยง
นายกิตติคุณระบุว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยได้มากกว่านี้ มาจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่กำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก รวมถึงทัศนคติของคณะกรรมการกองทุนและนายจ้างที่ยังไม่กล้ารับความเสี่ยงสูง
“การเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยในพอร์ตต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐที่ต้องผ่อนคลายกฎระเบียบ และนายจ้างที่ต้องให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เหมาะสม” นายกิตติคุณกล่าวทิ้งท้าย
แนวทางปรับพอร์ตเพื่อผลตอบแทนที่ดีขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับอายุของสมาชิก โดยสมาชิกอายุน้อยควรมีสัดส่วนหุ้นสูงถึง 50-70% ของพอร์ต ขณะที่สมาชิกใกล้เกษียณควรมีสัดส่วนหุ้นลดลงเหลือ 20-30% เพื่อลดความเสี่ยง
นอกจากนี้ การกระจายการลงทุนในหุ้นไทยที่มีพื้นฐานดีและมีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าในระยะยาว



