กองทุนรวมในประเทศไทยกำลังเตรียมปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐและความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ต่อตลาดการเงิน
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าและสงครามการค้า สร้างความไม่แน่นอนสูงต่อตลาดการเงินโลก ส่งผลให้กองทุนรวมไทยต้องปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยง
“เราคาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะมีความผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง นักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลและทองคำ รวมถึงกระจายการลงทุนไปยังตลาดเกิดใหม่อื่นๆ” นายวินกล่าว
กลยุทธ์การปรับพอร์ตกองทุนรวม
กองทุนรวมหลายแห่งเริ่มปรับสัดส่วนการลงทุน โดยลดน้ำหนักในหุ้นสหรัฐที่อ่อนไหวต่อนโยบายการค้า และเพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานทดแทนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายภายในประเทศ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ กองทุนรวมยังหันไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น อสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้น
มุมมองต่อเศรษฐกิจไทย
นายวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แต่ต้องจับตาผลกระทบจากสงครามการค้าที่อาจกระทบการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอิเล็กทรอนิกส์
“กองทุนรวมไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” นายวิน ระบุ
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน
นักลงทุนรายย่อยควรพิจารณากองทุนรวมที่มีนโยบายกระจายความเสี่ยงสูง และหลีกเลี่ยงการลงทุนในกองทุนที่เน้นหุ้นสหรัฐเพียงอย่างเดียว โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุนผสมหรือกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวสารและปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง



