กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนเมษายน 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.47% โดยมีปัจจัยหลักจากราคาก๊าซหุงต้มและเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้น
สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.90% จากปีก่อน โดยสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้งเพิ่มขึ้น 0.80% เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 2.40% ไข่และผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น 3.30% ผักและผลไม้เพิ่มขึ้น 1.90% เครื่องประกอบอาหารเพิ่มขึ้น 1.60% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.20% อาหารบริโภคในบ้านเพิ่มขึ้น 2.10% อาหารบริโภคนอกบ้านเพิ่มขึ้น 1.80%
สินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม
สินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 0.72% จากปีก่อน โดยสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้น 0.90% ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 0.30% ค่าก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้น 8.50% ค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้น 0.20% ค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้น 0.10%
เงินเฟ้อพื้นฐานเดือนเมษายน 2567
ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้น 0.37% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำประปา ค่าเช่าบ้าน
แนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม 2567
กระทรวงพาณิชย์คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2567 จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านราคาพลังงานและอาหารที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารสดยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ เช่น การอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม การลดค่าไฟฟ้า และการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการ จะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าได้บางส่วน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้น 1.19% ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยหลักจากราคาก๊าซหุงต้มและเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียง 0.37% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์ยังไม่สูงมากนัก”
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและอาหาร
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 1.0-2.0% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงดำเนินต่อไป



