ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยแผนยุติการผลิตธนบัตรชนิดราคา 20 บาทแบบเก่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป หลังพบว่าความต้องการใช้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนหันไปใช้เหรียญ 20 บาทและระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยข้อมูลจาก ธปท. ระบุว่าในปี 2566 มูลค่าการใช้แบงก์ 20 บาทลดลงถึง 15% เมื่อเทียบกับปี 2562
สาเหตุที่ต้องเลิกผลิตแบงก์ 20 บาท
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า "การเลิกผลิตแบงก์ 20 บาทเป็นไปตามแนวโน้มการใช้เงินสดที่ลดลงทั่วโลก โดยเฉพาะธนบัตรมูลค่าต่ำที่มีต้นทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับอายุการใช้งานที่สั้น" แบงก์ 20 บาทมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 2-3 ปี ในขณะที่เหรียญ 20 บาทสามารถใช้งานได้นานกว่า 20 ปี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของธนบัตรสูงกว่าเหรียญถึง 3 เท่า
ผลกระทบต่อประชาชน
การเลิกผลิตแบงก์ 20 บาทจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน เนื่องจากธนบัตรที่หมุนเวียนอยู่ยังคงใช้ได้ตามปกติ และ ธปท. จะทยอยเปลี่ยนแบงก์เก่าที่ชำรุดเป็นเหรียญ 20 บาทแทน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเหรียญ 20 บาทหมุนเวียนในระบบประมาณ 1,200 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการ
แนวโน้มเงินสดในอนาคต
ธปท. ยังคงผลิตธนบัตรชนิดราคา 50, 100, 500 และ 1,000 บาทต่อไป แต่จะเพิ่มการใช้เหรียญกษาปณ์และส่งเสริมระบบชำระเงินดิจิทัล เช่น พร้อมเพย์ เพื่อลดต้นทุนการจัดการเงินสดในระยะยาว ด้านนักเศรษฐศาสตร์มองว่าการเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายสังคมไร้เงินสดของหลายประเทศ เช่น สวีเดนและสิงคโปร์ที่ลดการใช้ธนบัตรมูลค่าต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อควรรู้สำหรับประชาชน
- แบงก์ 20 บาทที่ใช้อยู่ปัจจุบันยังใช้ได้ปกติจนกว่าจะชำรุด
- ธปท. จะไม่รับแลกแบงก์ 20 บาทเก่าเป็นเหรียญหลังจากปี 2570 ยกเว้นกรณีชำรุด
- เหรียญ 20 บาทสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการได้เหมือนธนบัตร
ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการออกแบบเหรียญ 20 บาทรุ่นใหม่เพื่อเพิ่มความทนทานและป้องกันการปลอมแปลง โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2569



