กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับอิสราเอล โดยรวมถึงเครื่องบินรบ F-15 และกระสุนปืนใหญ่ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซา
รายละเอียดการขายอาวุธ
การอนุมัติครั้งนี้ประกอบด้วยการขายเครื่องบินรบ F-15 จำนวน 50 ลำ มูลค่า 18,820 ล้านดอลลาร์ และกระสุนปืนใหญ่ขนาด 120 มม. มูลค่า 774 ล้านดอลลาร์ รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การส่งมอบจะเริ่มในปี 2029
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการขายรถหุ้มเกราะและอาวุธอื่นๆ ที่มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าการขายนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของอิสราเอลในระยะยาว
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
การอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและบางประเทศที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ ระงับการขายอาวุธให้อิสราเอล เนื่องจากสงครามในกาซาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ตามรายงานของสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติ (UNRWA) ระบุว่าสงครามในกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40,000 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 90,000 คน
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า "การขายอาวุธครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะรักษาความมั่นคงของอิสราเอลในฐานะพันธมิตรสำคัญในตะวันออกกลาง"
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิสราเอล
การอนุมัติขายอาวุธครั้งนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้จะมีความขัดแย้งในประเด็นการปฏิบัติการทางทหารในกาซาก็ตาม
นักวิเคราะห์มองว่าการขายอาวุธครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความพยายามในการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส เนื่องจากอิสราเอลจะมีความสามารถทางทหารเพิ่มขึ้น



