ศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงกรณี‘พิธา’ปมถือหุ้นไอทีวี ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 98
ศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงปมถือหุ้นไอทีวีของพิธา ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในคดีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ซึ่งอาจเข้าข่ายต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 โดยศาลมีมติเอกฉันท์ว่านายพิธาไม่ได้กระทำการอันต้องห้ามดังกล่าว

รายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการถือหุ้นของนายพิธาในไอทีวีนั้นเป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งบริษัทดังกล่าวได้หยุดดำเนินกิจการโทรทัศน์มาตั้งแต่ปี 2550 และปัจจุบันไม่ได้มีสถานะเป็นสื่อมวลชนอีกต่อไป ดังนั้นการถือหุ้นดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ที่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

นายพิธาได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังคำวินิจฉัยว่า "ผมรู้สึกโล่งใจที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบและมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่ผมได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้" นอกจากนี้เขายังกล่าวขอบคุณทีมกฎหมายและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันทำงานอย่างหนัก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อสถานภาพทางการเมืองของนายพิธา

คำวินิจฉัยครั้งนี้ส่งผลให้นายพิธาสามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไปได้ โดยไม่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามที่หลายฝ่ายกังวล อย่างไรก็ตาม นายพิธายังคงต้องเผชิญกับคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นไอทีวีในชั้นศาลอาญา ซึ่งศาลอาญาได้นัดไต่สวนพยานในวันที่ 15 มีนาคม 2568

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ด้านพรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์แสดงความยินดีกับคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ยึดถือข้อเท็จจริงทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และเชื่อว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับทุกคดีที่นายพิธาเกี่ยวข้อง

ข้อสังเกตจากนักกฎหมาย

นักวิชาการด้านกฎหมายหลายท่านให้ความเห็นว่าคำวินิจฉัยนี้เป็นการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่ากิจการสื่อมวลชนต้องมีการดำเนินกิจการอยู่จริงจึงจะเข้าข่ายต้องห้าม หากบริษัทหยุดดำเนินกิจการแล้ว การถือหุ้นก็ไม่ถือเป็นความผิด ซึ่งอาจเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีอื่น ๆ ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับการตีความของศาลว่าการที่ไอทีวียังคงจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนและมีสถานะเป็นนิติบุคคลอยู่ การถือหุ้นอาจยังคงมีนัยทางกฎหมายบางประการ แต่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่สำคัญคือการไม่มีรายได้จากกิจการสื่อมวลชนเป็นเวลานานกว่า 15 ปี จึงทำให้ไม่เข้าข่ายต้องห้าม

สรุปประเด็นสำคัญ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 98 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 เนื่องจากไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชน ส่งผลให้นายพิธาสามารถเป็น ส.ส. ต่อไปได้ แต่ยังต้องติดตามคดีอาญาที่เกี่ยวข้องในชั้นศาลต่อไป