กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน โดยส่งโดรนและยิงขีปนาวุธเข้าถล่มตลอดทั้งคืนวันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2569 จนถึงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ศพ และบาดเจ็บอีก 91 ราย ตามการเปิดเผยของนายติมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทางทหารของกรุงเคียฟ
การโจมตีที่ยาวนานและรุนแรงที่สุด
นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่าสถานีรถพยาบาลเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกโจมตีในครั้งนี้ด้วย การระดมยิงระลอกล่าสุดดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 11 ชั่วโมง ถือเป็นการโจมตีที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยมีการใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่สุดในการถล่มกรุงเคียฟ และสร้างความเสียหายต่อสถานที่ต่าง ๆ เป็นวงกว้าง
ประชาชนในหลายพื้นที่ของกรุงเคียฟต้องอพยพอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเหตุโจมตีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ออกมาเตือนว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่
รัสเซียอ้างตอบโต้ยูเครน
ด้านรัสเซียแถลงว่า กองทัพของพวกเขาโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร เพื่อตอบโต้ยูเครนที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของรัสเซียในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพฤหัสบดีว่า รัสเซียจะ “ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้”
ขณะที่ยูเครนได้ออกมากล่าวหารัสเซียว่าจงใจมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือน และระบุว่าเป็นการผิดมหันต์ที่จะนำการกระทำของ “ผู้รุกราน กับประเทศที่กำลังปกป้องตัวเอง” มาเปรียบเทียบว่าเท่าเทียมกัน
จำนวนผู้อพยพสูงสุดในรอบหลายปี
เจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินในกรุงเคียฟระบุว่า มีประชาชนถึง 52,500 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 4,500 คน พากันไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งต่างๆ ทั่วเมืองตลอดทั้งคืน นับเป็นจำนวนผู้อพยพที่สูงที่สุดในช่วงหลายปี
ด้านสภากาชาดยูเครนเปิดเผยว่า คลังสินค้าของพวกเขาถูกทำลายยับเยินจากการโจมตีตลอดทั้งคืน ส่งผลให้สูญเสียสิ่งของบรรเทาทุกข์ราว 320,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านปอนด์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและปฏิบัติการตอบสนองฉุกเฉินทั่วยูเครน
รูปแบบการโจมตีเปลี่ยนไป
ชาวกรุงเคียฟซึ่งใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาของสงครามมานานถึง 4 ปีครึ่ง สังเกตเห็นว่ารูปแบบการโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้นเปลี่ยนไป แม้ว่าความถี่ในการโจมตีอาจจะลดลง ทว่าการโจมตีแต่ละครั้งกลับลากยาวนานขึ้น อีกทั้งยังดูรุนแรงและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม
กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธ 74 ลูก และส่งโดรน 496 ลำเข้ามาโจมตีตลอดทั้งคืน โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเป็นหลัก แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศจะสามารถสกัดกั้นอาวุธส่วนใหญ่เอาไว้ได้ แต่ยังมีขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) 25 ลูก และโดรน 12 ลำที่หลุดรอดไปพุ่งชนเป้าหมายใน 33 จุดทั่วเมือง
ยูเครนตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานรัสเซีย
ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็เน้นหนักไปที่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง ตั้งแต่พื้นที่ในมอสโกไปจนถึงแถบทะเลดำ การโจมตีเหล่านั้นส่งผลให้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ต้องออกมายอมรับว่า ประเทศของเขากำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง



