พรรคเพื่อไทยเตรียมเข้าหารือกับพรรคพลังประชารัฐและพรรคเล็กในรัฐบาล เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการต่ออายุรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคต้องการให้รัฐบาลอยู่ถึงกลางปี 2568 แทนที่จะยุบสภาในปี 2567 ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์
เพื่อไทยเดินสายเจรจาพรรคร่วม
แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า พรรคจะเริ่มเจรจากับพรรคพลังประชารัฐก่อน เนื่องจากเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส. มากที่สุดในรัฐบาล รองจากเพื่อไทย จากนั้นจะหารือกับพรรคเล็กอื่นๆ เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
การเจรจานี้มีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลสามารถทำงานต่อไปได้จนถึงกลางปี 2568 ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีอายุครบ 4 ปี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก่อนที่จะมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่
สัญญาณจากพรรคร่วมฯ ต้องการให้รัฐบาลอยู่ยาว
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ครบเทอม เนื่องจากมีนโยบายหลายอย่างที่ต้องการผลักดันให้สำเร็จ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐก็มีท่าทีในทางเดียวกัน
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานว่า นายกฯ ต้องการให้รัฐบาลทำงานต่อไปเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว
พรรคเล็กเตรียมต่อรองตำแหน่ง
แหล่งข่าวจากพรรคเล็กเปิดเผยว่า พรรคเล็กหลายพรรคพร้อมสนับสนุนการต่ออายุรัฐบาล แต่มีเงื่อนไขว่าต้องได้รับตำแหน่งทางการเมืองเพิ่มขึ้น เช่น การปรับคณะรัฐมนตรี หรือการได้ตำแหน่งในองค์กรอิสระ
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของการเจรจา และยืนยันว่าการตัดสินใจใดๆ จะต้องผ่านความเห็นชอบจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด
วิเคราะห์: การต่ออายุรัฐบาลมีความเป็นไปได้สูง
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า การต่ออายุรัฐบาลมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่ต้องการเวลาในการสร้างฐานเสียงก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า
นอกจากนี้ การยุบสภาในปี 2567 อาจไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และอาจถูกโจมตีจากฝ่ายค้าน
แต่การต่ออายุรัฐบาลก็มีความเสี่ยง เช่น เสถียรภาพของรัฐบาลที่อาจถูกท้าทายจากพรรคร่วมฯ ที่ไม่พอใจ หรือแรงกดดันจากประชาชนที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น
ทั้งนี้ การเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฯ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนหน้า ก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเดือนสิงหาคม



