ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้สอบปากคำผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพรางศพหญิงสาววัย 25 ปี ซึ่งถูกพบเป็นศพในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านหนองไผ่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 โดยผู้ต้องหาเป็นชายอายุ 28 ปี ซึ่งเป็นแฟนเก่าของผู้เสียชีวิต
รายละเอียดคดีและการสอบสวน
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรม โดยใช้มีดแทงผู้เสียชีวิตหลายครั้ง หลังจากนั้นได้นำศพไปซุกซ่อนในป่าห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร ก่อนจะหลบหนีไป พลตำรวจตรี สมชาย ปรีชา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า "ผู้ต้องหาให้การว่าเกิดจากความหึงหวง เนื่องจากผู้เสียชีวิตมีคนอื่น และได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงก่อนลงมือ"
เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากพบศพ โดยอาศัยหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อม พบว่าผู้ต้องหาได้ใช้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตในการเคลื่อนย้ายศพ ก่อนจะนำไปทิ้งในป่าและขี่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปยังบ้านญาติที่อำเภอปักธงชัย
แรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้ต้องหา
จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหาและผู้เสียชีวิตเคยคบหาเป็นแฟนกันมานานกว่า 2 ปี แต่เลิกรากันไปประมาณ 3 เดือนก่อนเกิดเหตุ โดยผู้ต้องหายังคงมีความผูกพันและติดต่อหาผู้เสียชีวิตอยู่ตลอด จนกระทั่งเกิดความหึงหวงเมื่อเห็นผู้เสียชีวิตคบหากับชายอื่น จึงนัดพบและก่อเหตุดังกล่าว
พ.ต.อ. วีระพงษ์ กลิ่นหอม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า "ผู้ต้องหามีพฤติกรรมก้าวร้าวและมีประวัติใช้ความรุนแรงมาก่อน เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเมื่อปีที่แล้ว แต่คดีนั้นได้ยุติลงด้วยการไกล่เกลี่ย"
ผลกระทบและการดำเนินคดี
คดีนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นที่รู้จักในชุมชน ญาติของผู้เสียชีวิตได้เรียกร้องให้ลงโทษผู้ต้องหาอย่างสูงสุด โดยเฉพาะการฆาตกรรมอำพรางศพซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้าย
ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และปิดบัง ซ่อนเร้น หรือทำลายศพ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต โดยพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้องอัยการภายใน 30 วัน
ด้านนักจิตวิทยาให้ความเห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์มักเกิดจากการขาดทักษะในการจัดการกับอารมณ์และการสื่อสาร ซึ่งควรมีการให้ความรู้และแนวทางป้องกันในชุมชนเพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีก



