ทั่วโลกจับตาโควิดสายพันธุ์ 'ซิเคดา' BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ
จับตาโควิดสายพันธุ์ 'ซิเคดา' BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่ 20 ประเทศ

ทั่วโลกจับตาโควิดสายพันธุ์ 'ซิเคดา' BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ

หน่วยงานสาธารณสุขในหลายประเทศกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า 'ซิเคดา' (Cicada) หรือ BA.3.2 เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์จำนวนมากและมีแนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนและนำไปสู่การระบาดระลอกใหม่ในอนาคต

การเฝ้าระวังจากหน่วยงานระดับโลก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ได้เปิดเผยในรายงานเมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่า กำลังติดตามการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ BA.3.2 อย่างใกล้ชิด หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ไวรัสดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม 'สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง' ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความกังวลต่อศักยภาพในการแพร่กระจายและผลกระทบต่อสุขภาพระดับโลก

ลักษณะและที่มาของสายพันธุ์ 'ซิเคดา'

โควิดสายพันธุ์นี้ถูกตั้งฉายาว่า 'Cicada' หรือจิ้งหรีด เนื่องจากเปรียบเทียบกับแมลงที่ไม่ค่อยปรากฏตัวบ่อยนัก โดยตรวจพบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2024 แต่แทบไม่ถูกพบในวงกว้าง ก่อนจะเริ่มกลับมาแพร่กระจายอีกครั้งในช่วงหลัง ปัจจุบันพบสายพันธุ์ BA.3.2 แล้วในอย่างน้อย 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ โดยในบางประเทศมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อสูงถึง 30%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จุดที่น่ากังวล: การกลายพันธุ์สูง

นักวิชาการด้านโรคติดเชื้อชี้ว่า จุดที่น่ากังวลคือการกลายพันธุ์มากถึง 70-75 ตำแหน่ง ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่าง JN.1 อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าสายพันธุ์นี้อาจหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนหรือการติดเชื้อเดิมได้ แม้ปัจจุบันในสหรัฐ สายพันธุ์นี้ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลัก โดยพบเพียงประมาณ 3.7% ของตัวอย่าง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มีโอกาสที่ 'ซิเคดา' อาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคต และอาจทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ได้

อาการและความเสี่ยงที่ต้องระวัง

สำหรับอาการของโควิดสายพันธุ์ 'ซิเคดา' โดยรวมยังคงใกล้เคียงกับโควิดสายพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่:

  • น้ำมูกไหลหรือคัดจมูก
  • ปวดศีรษะและอ่อนเพลีย
  • จาม เจ็บคอ และไอ
  • การรับกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในบางกรณี ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอรุนแรงคล้ายโดนมีดบาด ซึ่งเป็นลักษณะที่พบมากขึ้นในสายพันธุ์ช่วงหลัง แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลง และมาตรการป้องกันที่ผ่อนคลาย อาจทำให้หลายประเทศยังคงมีความเสี่ยงต่อการระบาดสูง

การเฝ้าระวังและศึกษาข้อมูลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรับมือกับความท้าทายจากโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้อย่างมีประสิทธิภาพ