หนุ่มสาวออฟฟิศฟังด่วน! อาการหูอื้อบ่อยๆ อาจไม่ใช่แค่เรื่องรำคาญ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือน “ประสาทหูเสื่อม” มาเช็กวิธีแยกแยะอาการและวิธีแก้หูอื้อก่อนเสี่ยงหูตึงถาวร
พฤติกรรมคนเมือง... ทำไมคนทำงานยุคนี้เสี่ยง “หูอื้อ” และ “ประสาทหูเสื่อม” ก่อนวัย
ชีวิตของคนเมืองและคนวัยทำงานในปัจจุบันแวดล้อมไปด้วยมลภาวะทางเสียงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงก้องในห้องประชุม เสียงการจราจรที่หนาแน่น หรือพฤติกรรมยอดฮิตอย่างการใส่หูฟังแบบตัดเสียงรบกวน (In-Ear) เพื่อฟังเพลงหรือประชุมออนไลน์ติดต่อกันวันละหลายชั่วโมง พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้หลายคนเริ่มมีอาการหูอื้อ สลับกับได้ยินเสียงหวีดแหลมในหูจนเริ่มวิตกกังวลว่า อาการที่กำลังเป็นอยู่คือสัญญาณชั่วคราว หรือกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะประสาทหูเสื่อมก่อนวัยอันควรกันแน่ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ทั้งสองอาการนี้มีเส้นแบ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และหากปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่ภาวะหูตึงหรือหูดับถาวรได้
แยกให้ชัด! อาการหูอื้อ VS ประสาทหูเสื่อม ต่างกันอย่างไร?
จากการรวบรวมข้อมูลโดยราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำ สามารถจำแนกความแตกต่างของทั้งสองภาวะนี้เพื่อให้คนทำงานได้ลองเช็กตัวเองเบื้องต้น ดังนี้
อาการหูอื้อ (Tinnitus / Ear Fullness)
อาการหูอื้อ คือความรู้สึกเหมือนมีอะไรอุดหู ได้ยินเสียงรอบข้างไม่ชัดเจน หรือมีเสียงสะท้อน รวมถึงเสียงวิ้งๆ หวี้ๆ ในหู อาการนี้มักเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง สาเหตุส่วนใหญ่: ขี้หูตัน, น้ำเข้าหูหลังอาบน้ำหรือว่ายน้ำ, ท่อปรับความดันในหูทำงานผิดปกติ (เช่น เวลาขึ้นเครื่องบิน หรือนั่งรถขึ้นภูเขาสูง), หูอื้อจากการเป็นหวัด หรือไซนัสอักเสบ ระยะเวลาที่เป็น: มักเป็นๆ หายๆ หรือเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อสาเหตุต้นตอได้รับการแก้ไข อาการหูอื้อก็จะหายไป
โรคประสาทหูเสื่อม (Sensorineural Hearing Loss)
โรคประสาทหูเสื่อม คือภาวะที่เซลล์ประสาทหูหรือเส้นประสาทนำสัญญาณเสียงไปยังสมองเกิดความเสียหาย ซึ่งถือเป็นความผิดปกติของหูชั้นใน สาเหตุส่วนใหญ่: การเสื่อมตามอายุขัย (มักพบในผู้สูงอายุ), แต่ในคนวัยทำงานเกิดจากการกระตุ้นด้วยเสียงที่ดังเกินไปเป็นเวลานาน (Noise-Induced Hearing Loss) เช่น การใส่หูฟังเปิดเสียงดัง หรือทำงานในคาเฟ่/สถานบันเทิงที่มีเสียงเบสหนักๆ รวมถึงการพักผ่อนน้อยและภาวะเครียดสะสมจนเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในไม่พอ ระยะเวลาที่เป็น: มักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่รู้ตัว อาการจะคงอยู่ถาวรหากเซลล์ประสาทหูตายไปแล้ว และมักมาพร้อมกับภาวะหูตึง คือเริ่มฟังคนอื่นพูดไม่รู้เรื่อง ต้องให้คู่สนทนาพูดซ้ำบ่อยๆ
ตารางเปรียบเทียบความต่าง หูอื้อ กับ ประสาทหูเสื่อม
เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนยิ่งขึ้น ลองเปรียบเทียบผ่านตารางนี้
- จุดสังเกต: อาการหูอื้อทั่วไป – ภาวะประสาทหูเสื่อม
- ตำแหน่งที่เกิด: หูชั้นนอก หรือ หูชั้นกลาง – หูชั้นใน (เซลล์และเส้นประสาทหู)
- ลักษณะเสียงที่ได้ยิน: เสียงตื้อๆ เหมือนมีน้ำหรือลมในหู – เสียงวี๊ดแหลมสูง หรือเสียงจักจั่นตลอดเวลา
- ระดับความดังเสียง: ได้ยินเสียงเบาลงชั่วคราว – ได้ยินคำพูดไม่ชัดเจน (โดยเฉพาะเสียงพยัญชนะสูง)
- ความต่อเนื่อง: เป็นๆ หายๆ ขึ้นอยู่กับสิ่งกระตุ้น – เป็นต่อเนื่องเรื้อรัง และมีแนวโน้มแย่ลงเรื่อยๆ
- ความเสี่ยงระยะยาว: รักษาหายขาดได้ง่าย – เสี่ยงภาวะ หูตึง หรือหูดับถาวร
ประสาทหูเสื่อม รักษาหายไหม? เปิดความจริงจากแพทย์เฉพาะทาง
คำถามยอดฮิตของคนวัยทำงานคือ “ประสาทหูเสื่อม รักษาหายไหม” ความจริงที่น่าเศร้าในทางการแพทย์คือ หากเซลล์ประสาทหูชั้นในได้รับความเสียหายจนตายไปแล้ว จะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาให้เหมือนเดิมได้ 100% เนื่องจากเซลล์ประสาทหูของมนุษย์ไม่สามารถงอกใหม่ได้ แต่หากเป็นภาวะประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (หูดับเฉียบพลัน) จากความเครียดหรือติดเชื้อไวรัส แล้วรีบไปพบแพทย์ภายใน 48-72 ชั่วโมงแรก การได้รับยาสเตียรอยด์ตามแพทย์สั่งอาจช่วยกู้คืนการได้ยินให้กลับมาเป็นปกติได้ ดังนั้น หากมีอาการหูอื้อร่วมกับได้ยินเสียงวี๊ดในหูนานติดต่อกันเกิน 2-3 วัน หรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว ห้ามซื้อยาทานเองเด็ดขาด ควรรีบพบแพทย์โสต ศอ นาสิก เพื่อตรวจการได้ยิน (Audiogram) ทันที
5 วิธีแก้หูอื้อ และป้องกันประสาทหูเสื่อมก่อนวัย สำหรับคนออฟฟิศ
หากคุณเริ่มมีอาการระคายเคืองในหู นี่คือวิธีแก้หูอื้อ และแนวทางป้องกันไม่ให้หูเสื่อมก่อนวัยที่ทำตามได้ง่ายๆ
- ใช้กฎ 60/60 ในการใส่หูฟัง: เปิดความดังไม่เกิน 60% ของระดับเสียงสูงสุด และไม่ควรใส่หูฟังต่อเนื่องเกิน 60 นาที โดยต้องถอดพักหูอย่างน้อย 10-15 นาที
- หลีกเลี่ยงการใช้คอตตอนบัดปั่นหู: การใช้คอตตอนบัดมักจะเป็นการดันขี้หูให้เข้าไปลึกและแน่นขึ้นจนเกิดอาการหูอื้อ ควรปล่อยให้ขี้หูหลุดออกตามธรรมชาติ หรือใช้เบบี้ออยล์หยอดเพื่อให้นิ่มลง
- จัดการความเครียดและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ: ความเครียดและการอดนอนทำให้เส้นเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหูชั้นในลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของเสียงวิ้งในหู
- สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันในพื้นที่เสียงดัง: หากต้องทำงานในพื้นที่ก่อสร้าง คอนเสิร์ต หรือโรงงานอุตสาหกรรม ควรใส่ที่อุดหู (Earplugs) เสมอ
- ตรวจสุขภาพการได้ยินประจำปี: สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องใช้หูฟังเป็นประจำ การเพิ่มโปรแกรมตรวจการได้ยินในการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้ตรวจพบความเสื่อมได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
สังเกตตัวเองก่อนสาย เพราะเรื่องหู... รอไม่ได้
อาการหูอื้ออาจเป็นเพียงปัญหาง่ายๆ อย่างขี้หูอุดตัน หรืออาจเป็นสัญญาณแรกเตือนของโรคประสาทหูเสื่อม การหมั่นสังเกตตัวเอง ไม่เปิดเสียงหูฟังดังเกินไป และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายหู ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนเมืองและคนวัยทำงานมีสุขภาพการได้ยินที่ดีไปได้อีกยาวนาน หากพบความผิดปกติที่ยาวนานเกินไป การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางคือทางออกที่ปลอดภัยและดีที่สุด



