สุขภาพกาย เจาะลึกอาการคัน สาเหตุและวิธีป้องกัน พร้อมสัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์ โดย PPTV Online เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 อาการคันสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ผิวแห้ง ภูมิแพ้ ไปจนถึงโรคเรื้อรัง หากมีอาการคันนานเกิน 2 สัปดาห์หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
อาการคันคืออะไร
อาการคันสามารถเกิดขึ้นได้ตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย อาจเป็นเพียงบริเวณเล็กๆ หรือคันทั่วร่างกาย และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ผิวแห้ง ผิวแตก เป็นขุย มีผื่นแดง ผื่นนูน หรือตุ่มแผลพุพอง แม้การเกาจะช่วยบรรเทาอาการคันได้บ้าง แต่หากเกาต่อเนื่องรุนแรงอาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง เป็นแผล และติดเชื้อได้ การหาสาเหตุของอาการคันจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
สาเหตุของอาการคัน
อาการคันมีสาเหตุหลากหลาย ได้แก่:
- โรคทางผิวหนัง เช่น ลมพิษ กลาก เกลื้อน สะเก็ดเงิน หิด อีสุกอีใส ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ภาวะผิวแห้ง โรคผื่นระคายสัมผัส
- โรคทางระบบประสาท เช่น โรคเบาหวาน โรคงูสวัด โรคเส้นประสาทอักเสบ
- โรคหรือภาวะเจ็บป่วยบางชนิด เช่น โรคตับอักเสบเรื้อรัง ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ไตวายเรื้อรัง โลหิตจาง มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือการมีพยาธิบางชนิดในร่างกาย
- โรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ
- การระคายเคืองจากแมลงสัตว์กัดต่อย
- การระคายเคืองจากภูมิแพ้ เช่น แพ้สารเคมี แพ้สารประกอบในสบู่ ผงซักฟอก และเครื่องสำอาง
- ผลจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยากันชัก ยาแก้ปวดบางชนิด
- การตั้งครรภ์ อาการคันมักเกิดบริเวณหน้าท้องหรือต้นขา ในผู้ป่วยโรคผิวหนัง อาจทำให้อาการคันแย่ลงในช่วงตั้งครรภ์
อาการคันที่ควรพบแพทย์
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์:
- อาการคันยุบยิบตามตัว ไม่มีผื่น คันทั่วร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อาการคันไม่ดีขึ้นนานกว่า 2 สัปดาห์
- คันมากจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- พบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
การวินิจฉัยอาการคัน
แพทย์เริ่มจากการตรวจร่างกายและซักประวัติเพื่อหาสาเหตุและสาเหตุร่วมอื่นๆ เช่น การมีผื่นแดงนูนร่วมด้วย จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจภูมิแพ้ผิวหนัง หรือตรวจการทำงานของอวัยวะต่างๆ การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ
การบรรเทาอาการคันด้วยตนเอง
กรณีคันไม่รุนแรง สามารถบรรเทาได้ดังนี้:
- กดหรือตบเบาๆ บริเวณที่มีอาการคันแทนการเกา
- ประคบเย็นบริเวณที่มีอาการคัน
- รับประทานยาแก้แพ้
- ทายาบรรเทาอาการคัน
การป้องกันอาการคัน
อาการคันที่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือความเจ็บป่วยร้ายแรง สามารถป้องกันได้ดังนี้:
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดอาการคัน เช่น สารเคมี สบู่หรือผงซักฟอกบางชนิด
- ไม่อาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพราะทำให้ผิวแห้ง
- ทาครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
- พยายามหลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจทำให้หนังถลอกหรือติดเชื้อ
- ผู้ป่วยโรคต่างๆ ควรรับประทานยาและปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำ
ภาวะคันจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นโรคผิวหนังที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใหญ่ 2-5% และเด็กมากถึง 10-20% ทั่วโลก เป็นภาวะเรื้อรังในระยะยาว มีลักษณะผิวแห้ง เป็นขุย ระคายเคือง แม้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอจะช่วยปกป้องผิวพรรณ
อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
อาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยทั่วไปคือผิวแห้ง เป็นขุย และระคายเคือง บางรายอาจมีอาการเรื้อรังเป็นๆ หายๆ หรือหายไปหลายปีแล้วกลับมาเป็นอีก อาการอื่นๆ ได้แก่:
- ผิวเป็นสะเก็ด หรือตุ่มพองขนาดเล็ก อาจติดเชื้อรอบแผล
- คันตามผิวหนัง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
- ทารกต่ำกว่า 1 ปี มักเป็นผื่นบริเวณแก้ม แขน ขา และบริเวณที่ใส่ผ้าอ้อม
- เด็กวัยหัดเดินและก่อนวัยเรียน มักมีผื่นบริเวณข้อต่อ เช่น ข้อมือ ข้อศอก หัวเข่า ข้อเท้า รวมถึงอวัยวะเพศ อาจมีลักษณะแข็ง หนา หยาบ
- เด็กวัยเรียน มักปรากฏผื่นหนาบริเวณข้อศอกและหัวเข่า รวมถึงเปลือกตา ใบหู และศีรษะ มักพบรอยเกา ผื่นอาจหายได้เองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
- ผู้ใหญ่ พบผื่นผิวหนังหลายรูปแบบ อาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนหรือทุกส่วนพร้อมกัน ส่วนใหญ่เป็นผื่นแห้ง หนา และแข็ง
สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรมโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหืด และภูมิแพ้อากาศ โดยมีปัจจัยร่วม เช่น ภูมิต้านทานต่ำ หรือภาวะร่างกายขาดโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนังกักเก็บน้ำ ทำให้ผิวแห้ง แดง คัน ระคายเคือง อาการอาจถูกกระตุ้นจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น:
- สารเคมีในโลชั่นหรือสบู่
- สารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร เชื้อรา ขนสัตว์
- อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฤดูหนาวที่อากาศแห้ง
- การอาบน้ำร้อน ทำให้ผิวแห้ง คัน ระคายเคือง
- อาหารบางชนิด เช่น ไข่ ถั่วลิสง นม
- ความเครียด
การป้องกันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
- ทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้น
- เลือกใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่มีน้ำหอม ไม่ใส่สารกันเสีย หรือมีคำว่า For Sensitive Skin
- เมื่อกลับจากข้างนอก ควรอาบน้ำล้างเหงื่อหรือฝุ่นออก เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น
- ใส่เสื้อผ้าที่นุ่มสบาย ไม่รัดรูปจนเกินไป
- ตัดเล็บให้สั้น และปิดบริเวณที่เป็นผื่นด้วยผ้าพันแผล รวมถึงสวมถุงมือก่อนนอน เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการเผลอเกาขณะนอนหลับ
- หลีกเลี่ยงสารก่ออาการแพ้ต่างๆ
- ผ่อนคลายความเครียด
- ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นภายในบ้าน
หากพบอาการไม่ทุเลาลง ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการรักษา
อาการคันสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การนอน การเกาเป็นเพียงวิธีบรรเทาอาการคันได้ระยะหนึ่ง แต่หากเการุนแรงหรือนานอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว เกิดอาการรุนแรงแทรกซ้อน รวมถึงส่งผลต่อบุคลิกภาพ หากรู้สึกคันโดยไม่ทราบสาเหตุและแก้ไขเบื้องต้นแล้วไม่ได้ผล ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเด็ดขาด
ขอบคุณข้อมูลจาก: โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท



