รู้จัก Intuitive Eating กินตามใจปากแต่สุขภาพดี ศาสตร์การฟังเสียงร่างกายที่ยั่งยืน
Intuitive Eating กินตามใจปาก สุขภาพดียั่งยืน

รู้จัก Intuitive Eating กินตามใจปากแต่สุขภาพดี ศาสตร์การฟังเสียงร่างกายที่ยั่งยืน

เคยไหมที่คุณนั่งจ้องมองเค้กช็อกโกแลตด้วยความรู้สึกผิด หรือต้องฝืนกินอกไก่จืดๆ ทั้งที่ใจอยากกินกะเพราไข่ดาวจนแทบขาดใจ ยิ่งพยายามอด ยิ่งกระหายอยาก พอตบะแตกก็กินยับแล้วกลับมารู้สึกแย่กับตัวเองวนลูปไม่จบสิ้น ถ้าคุณกำลังติดอยู่ในวงจรนรกของการไดเอตแบบนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องโยนตาชั่งทิ้งไป แล้วมารู้จักกับ "Intuitive Eating" หรือ "การกินตามสัญชาตญาณ" แนวคิดที่สวนกระแสการลดน้ำหนักทุกสำนัก เพราะมันบอกให้คุณ "กินตามใจปาก" แต่ผลลัพธ์กลับทำให้คุณสุขภาพดีทั้งกายและใจ แถมหุ่นไม่พังอย่างยั่งยืน

Intuitive Eating คืออะไรกันแน่

Intuitive Eating ไม่ใช่การกินแหลกลาญแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่มันคือ "ศิลปะการฟังเสียงร่างกาย" เป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับอาหารให้กลับมาเป็นปกติ เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่กินเมื่อหิวและอิ่มก็หยุด หลักการสำคัญคือ "อาหารไม่มีคำว่าดีหรือเลว" ไม่มีอาหารคลีน ไม่มีอาหารขยะ มีแต่อาหารที่ให้พลังงานและอาหารที่ให้ความสุข เมื่อเราเลิกแปะป้ายตีตราอาหาร สมองจะเลิกโหยหา และร่างกายจะเริ่มบอกเราเองว่า "วันนี้ฉันต้องการอะไร" อย่างเป็นธรรมชาติ

4 ขั้นตอนฝึก Intuitive Eating กินยังไงให้แฮปปี้และเฮลตี้

หากอยากเริ่มกินตามสัญชาตญาณ ลองเริ่มปรับพฤติกรรมง่ายๆ ด้วย 4 ขั้นตอนนี้ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นโดยไม่ต้องเคร่งเครัด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. หิวก็กิน อย่าฝืนอด กฎเหล็กข้อแรกคือ "อย่าปล่อยให้หิวโซ" เพราะเมื่อร่างกายขาดพลังงาน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะสั่งให้เราอยากกินอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แป้งและน้ำตาล ทันที นี่คือสาเหตุของการ "ตบะแตก" ตอนดึก วิธีแก้คือ เมื่อท้องเริ่มร้องหรือเริ่มรู้สึกหิว ให้หาอะไรกินทันที อย่ารอจนแสบท้อง การกินเมื่อเริ่มหิวจะทำให้เรากินในปริมาณที่พอดี ไม่ยัดทะนานจนเกินไป
  2. เลิกตีตราอาหารว่า "อ้วน" หรือ "ผอม" การห้ามกินของชอบคือเชื้อเพลิงชั้นดีของการกินไม่หยุด ลองอนุญาตให้ตัวเองกินอะไรก็ได้ที่อยากกิน เมื่อคุณรู้ว่าคุณกินมันได้ทุกเมื่อ สมองจะเลิกหมกมุ่นกับมัน คุณอาจจะกินแค่ชิ้นสองชิ้นแล้วพอ เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้ก็กินได้อีก ไม่จำเป็นต้องยัดวันนี้ให้หมด
  3. ฟังเสียง "ความอิ่ม" กินตามใจปาก ไม่ได้แปลว่ากินจนจุก ให้สังเกตสัญญาณจากกระเพาะ ระหว่างมื้อลองวางช้อนแล้วถามตัวเองว่า "อิ่มรึยัง?" หรือ "รสชาติคำนี้ยังอร่อยเหมือนคำแรกไหม" ให้หยุดกินเมื่อรู้สึก "อิ่มพอดี" ไม่ใช่ "อิ่มจนจุก" แม้อาหารจะเหลือในจานก็ไม่เป็นไร
  4. แยกให้ออกระหว่าง "หิวข้าว" กับ "หิวใจ" หลายครั้งเราไม่ได้หิว แต่อยากกินเพราะเครียด เหงา เบื่อ หรือเศร้า ก่อนหยิบของเข้าปาก ถามตัวเองว่า "ตอนนี้หิวจริงๆ หรือแค่เครียด?" ถ้าเครียด ให้ไปแก้ที่ต้นเหตุ เช่น ไปเดินเล่น โทรหาเพื่อน หรือดูหนัง การใช้อาหารแก้เครียดทำได้บ้าง แต่ต้องไม่ใช่วิธีเดียว

กินแบบ Intuitive Eating สุขภาพดีได้จริงหรือไม่

หัวใจของ Intuitive Eating คือการ "เคารพร่างกาย" เมื่อคุณฝึกฟังเสียงร่างกายจนชำนาญ ร่างกายจะเรียกร้องหาสารอาหารที่มีประโยชน์เองโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น วันไหนกินของทอดเยอะ ร่างกายจะบอกว่า "ไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้ขอผักผลไม้หน่อยนะ" คุณจะเริ่มเลือกกินสลัดเพราะ อยากกิน ไม่ใช่เพราะ ต้องกิน ดังนั้น Intuitive Eating คืออิสรภาพทางการกินที่แท้จริง มันเปลี่ยนการกินจาก "หน้าที่อันเคร่งเครียด" ให้กลายเป็น "ความสุข" อีกครั้ง ลองวางกฎเกณฑ์ลง แล้วเริ่มฟังเสียงหัวใจและกระเพาะของคุณดู แล้วคุณจะพบว่าการมีหุ่นดีโดยมีความสุขไปด้วยนั้น เป็นไปได้จริงๆ อย่างยั่งยืน