ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงสถานการณ์การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับในกลุ่มนักศึกษา โดยระบุว่าการตรวจคัดกรองนิสิตใหม่ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 12,733 คน พบผู้ติดเชื้อถึง 4,233 คน หรือประมาณ 33% ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามตรวจ 1,922 คน พบ 380 คน หรือประมาณ 19% ตัวเลขดังกล่าวน่าตกใจเพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อเดิมที่ว่าโรคนี้พบในผู้สูงอายุที่กินอาหารดิบเป็นประจำ
พยาธิใบไม้ตับคืออะไรและอันตรายอย่างไร
พยาธิใบไม้ในตับที่พบบ่อยในไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน คือ Opisthorchis viverrini ซึ่งองค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ในมนุษย์ การติดเชื้อเกิดจากการกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาวดิบหรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้มดิบ เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและการระคายเคือง ซึ่งในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดี
ผลกระทบระยะยาวและการติดเชื้อซ้ำ
ผศ.นพ.สุรัตน์เน้นว่าโรคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถ่ายพยาธิแล้วจบ เพราะผลระยะยาวน่ากลัว โดยเฉพาะมะเร็งท่อน้ำดีที่มักตรวจพบช้าเนื่องจากอาการเริ่มแรกไม่ชัดเจน เช่น แน่นท้อง ท้องอืด ปวดชายโครงขวา อาหารไม่ย่อย หรืออ่อนเพลีย ซึ่งเป็นอาการทั่วไป เมื่อมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง น้ำหนักลด หรือปวดท้องมาก โรคลุกลามไปมากแล้ว แม้จะมีรักษาด้วยยา praziquantel ที่มีประสิทธิภาพ แต่คนมักติดเชื้อซ้ำเพราะพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม การติดซ้ำๆ ทำให้ความเสี่ยงระยะยาวไม่หายไปและนำไปสู่มะเร็งในที่สุด
5 ข้อปฏิบัติเมื่อตรวจพบเชื้อ
- รับการรักษาตามระบบที่มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานสาธารณสุขจัดให้
- งดกินปลาน้ำจืดดิบหรือสุกๆ ดิบๆ อย่างเด็ดขาด
- คนในครอบครัวหรือชุมชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรได้รับการตรวจด้วย
- ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดชายโครงขวา น้ำหนักลด คันตามตัว หรือเบื่ออาหารเรื้อรัง ควรพบแพทย์
- อย่าซื้อยาถ่ายพยาธิกินเองซ้ำๆ โดยไม่ตรวจ เพราะอาจเข้าใจผิดว่า 'กินยาแล้วปลอดภัย' ทั้งที่พฤติกรรมเสี่ยงยังเหมือนเดิม
ผศ.นพ.สุรัตน์ทิ้งท้ายว่า นี่ตรวจแค่นี้ หากตรวจคนมากกว่านี้ก็ไม่อยากคิดว่าจะติดกันไปมากเท่าไหร่ และเด็กกว่านี้ติดด้วยหรือไม่



