ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล กรณีการถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเข้าข่ายการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 92
รายละเอียดคำร้อง
กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 โดยระบุว่าพรรคก้าวไกลถือหุ้นไอทีวีจำนวน 1,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.0001 ของทุนจดทะเบียน ซึ่งเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และมาตรา 92 วรรคสอง เนื่องจากพรรคการเมืองต้องไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การพิจารณาของศาล
ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาในการพิจารณาคำร้องเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนมีมติรับไว้พิจารณาในการประชุมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 โดยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าร่วมประชุมครบทั้ง 9 คน มีมติเอกฉันท์ให้รับคำร้องไว้พิจารณา และให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับสำเนาคำร้อง
กำหนดการต่อไป
หลังจากที่พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 30 วัน ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยออกมา หากศาลวินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลกระทำความผิดจริง พรรคอาจถูกยุบ และกรรมการบริหารพรรคอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาล และยืนยันว่าการถือหุ้นไอทีวีเป็นไปตามกฎหมาย โดยเป็นหุ้นที่ได้มาจากการรับโอนจากผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งไม่ได้มีเจตนาเข้าครอบครองสื่อแต่อย่างใด พร้อมทั้งเชื่อว่าศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม
ผลกระทบทางการเมือง
การรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้สร้างความกังวลในแวดวงการเมือง เนื่องจากพรรคก้าวไกลเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และมีส.ส.ในสภาถึง 151 คน หากพรรคถูกยุบ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่



