เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงร่วมให้การต้อนรับ
การหารือทวิภาคีครอบคลุมหลายมิติ
ภายหลังพิธีต้อนรับ ทั้งสองฝ่ายได้จัดการประชุมหารือทวิภาคี โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงชายแดน นายกรัฐมนตรีไทยย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนาน พร้อมเสนอให้เพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันเป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568
สมเด็จฮุน เซน กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และยืนยันว่ากัมพูชาพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนและการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์
ความร่วมมือด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งรัดโครงการเชื่อมโยงด้านพลังงาน โดยเฉพาะการซื้อขายไฟฟ้าจากกัมพูชาไปยังไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2567 นอกจากนี้ ยังหารือถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เช่น การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชาแห่งที่ 2 ที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการท่องเที่ยว
นายกรัฐมนตรีไทยยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนร่วมเพื่อพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคในพื้นที่ชายแดน โดยทั้งสองประเทศจะร่วมลงทุนในสัดส่วนที่เท่ากัน
การแก้ไขปัญหาชายแดนและแรงงาน
ในประเด็นความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการแก้ไขปัญหาชายแดน โดยเฉพาะการลักลอบเข้าเมืองและการค้ายาเสพติด โดยตกลงที่จะเพิ่มการลาดตระเวนร่วมตามแนวชายแดน และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองอย่างใกล้ชิด
ส่วนปัญหาแรงงานต่างด้าวนั้น ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงานบริเวณจุดผ่านแดนทั้งสองฝั่ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนและการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย
การลงนามบันทึกความเข้าใจ
ภายหลังการหารือ ทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 4 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การศึกษา การเกษตร และการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องร่วมลงนาม
สมเด็จฮุน เซน กล่าวถึงความสำคัญของการเยือนครั้งนี้ว่า "เป็นสัญญาณที่ดีของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค"



