ไขความลับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 วิธีการดูตำหนิสำคัญ
ไขความลับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 เป็นหนึ่งในพระพิมพ์ที่มีความคล้ายคลึงกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่อย่างมาก จนอาจทำให้เกิดความสับสนในการแยกแยะได้ แต่วิธีการดูตำหนิสำคัญคือ “จุดตาย” ที่จะช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถแยกพระพิมพ์ทั้งสองออกจากกันได้อย่างถูกต้อง

ลักษณะเด่นของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3

นิรนาม ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จแห่งนิตยสารพรีเชียส ได้แบ่งพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซมออกเป็น 3 พิมพ์ย่อย โดยพิมพ์ย่อยที่ 3 มีลักษณะที่คนโบราณเรียกว่า “อกร่อง หูยาน ฐานแซม” อย่างชัดเจน คือเห็นเป็นเส้นสังฆาฏิที่เป็นร่องลึก ต่างจากพิมพ์ย่อยอีก 2 พิมพ์ที่มีเส้นนูนออกมาจากองค์พระ พิมพ์ย่อยที่ 3 นี้ยังมีพระกรรณยาวกว่าอีก 2 พิมพ์ และศิลปะแม่พิมพ์คล้ายกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่เป็นอย่างมาก

จุดสังเกตสำคัญในการแยกพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 ออกจากพิมพ์ฐานคู่

การพิจารณาแบบเร็วๆ เพื่อแยกพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 ออกจากพิมพ์ทรงฐานคู่ สามารถดูได้จากสามจุดหลัก ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • เส้นสังฆาฏิหรือเส้นร่องอก – พิมพ์ทรงฐานแซม ในองค์ที่ติดชัด เส้นร่องอกทั้ง 2 เส้นจะมีลักษณะผายออกไปทางซอกแขนทั้ง 2 ข้าง ส่วนพิมพ์ทรงฐานคู่ เส้นทั้ง 2 เส้นจะวิ่งขึ้นไปชนเส้นอกตรงๆ และร่องอกจะเป็นเส้นค่อนข้างตรง ไม่พริ้วเหมือนเส้นร่องอกของพิมพ์ทรงฐานแซม
  • พระเศียรและพระวรกายโดยรวม – พิมพ์ทรงฐานคู่มักจะมีขนาดเล็กกว่าพิมพ์ทรงฐานแซม
  • เส้นหน้าตัก – พิมพ์ทรงฐานแซมจะคล้ายเลขแปดตามแนวนอน แต่มักไม่ชัดเจนเหมือนพิมพ์ย่อยที่ 1 และที่ 2 (บางตำราบอกว่าเหมือนไม้สากตำข้าวที่เว้าคอดตรงกลาง) ถ้าเป็นพิมพ์ฐานคู่ เส้นหน้าตักจะเป็นเส้นตรง

การเว้าคอดตรงกลาง (โดยเฉพาะด้านขอบล่าง) ของเส้นหน้าตัก ถือเป็นตำหนิสำคัญหรือ “จุดตาย” จุดหนึ่งในการดูพระสมเด็จตระกูลฐานแซม (ทั้งวัดระฆังและวัดบางขุนพรหม) โดยของวัดบางขุนพรหมจะเว้าใกล้เคียงเลข 8 มากกว่า

ที่มาของการออกแบบพิมพ์ทรงฐานแซม

การออกแบบพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงฐานแซมนั้น มาจากพระพุทธรูปสำคัญที่มีการนั่งสมาธิแบบขัดเพชร เช่น พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่, พระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช, และพระนิรันตราย พระพุทธรูปขนาดเล็กที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นเพื่อครอบพระพุทธรูปทองคำโบราณองค์เก่าจากเมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงฐานแซม (รวมถึงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม) นั้น องค์พระจะนั่งแบบขัดสมาธิเพชร ไม่เหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงมาตรฐานพิมพ์ทรงอื่นที่จะนั่งแบบขัดราบทั้งสิ้น สังเกตได้จากรอยคอดเว้าบริเวณใต้พระเพลาตรงกลางที่คล้ายกับการนั่งแบบขัดเพชรที่จะไขว้พระชงฆ์ (แข้ง) และหงายพระบาทขึ้นไปอยู่บนพระชานุ (เข่า)

อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมในคอลัมน์ ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ ว่าพิมพ์ทรงที่มีการนั่งแบบขัดเพชร หรือพระเพลาขัดเพชรนั้น มีในพิมพ์ทรงอื่นด้วยเช่นกัน โดยอ้างอิงถึงตำราของตรียัมปวาย ที่แยกลักษณะพระเพลาเกศบัวตูมไว้ดังนี้ พิมพ์เขื่อง พระเพลาขัดราบ พิมพ์โปร่ง พระเพลาขัดเพชร พิมพ์สันทัด พระเพลาขัดเพชร พิมพ์ย่อม พระเพลาขัดราบ และพิมพ์เกศบัวเรียว พระเพลาขัดเพชร

ข้อเสนอในการจัดกลุ่มพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3

ในอดีต ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จหลายท่านได้จัดให้พระพิมพ์ทรงนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกับพิมพ์ทรงฐานคู่ อย่างไรก็ตาม “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขอเสนอว่า ถ้าอ้างตามทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับการขัดสมาธิเพชรเป็นลักษณะเฉพาะของพระสมเด็จพิมพ์ทรงฐานแซมแล้ว องค์ที่ปรากฏรอยคอดเว้าด้านล่างค่อนข้างชัดเจน น่าจะจัดให้อยู่ในกลุ่มของพิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 มากกว่าที่จะจัดให้อยู่ในกลุ่มของพิมพ์ทรงฐานคู่ที่มีเส้นหน้าตักเป็นเส้นตรง

องค์ความรู้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 ครบ 16 ประการ

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขอเรียบเรียงองค์ความรู้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 จากนิรนาม เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังนี้

  1. เส้นขอบรอยตัดด้านบนขององค์พระสมเด็จจะกว้างกว่าเส้นขอบรอยตัดด้านล่าง
  2. เส้นขอบแม่พิมพ์ทั้ง 4 ด้านจะนูนชัดกว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2
  3. ซุ้มครอบแก้วจะเรียวเล็กกว่าพิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2
  4. พระเกศจะเรียวยาวจรดซุ้มครอบแก้วเหมือนปลียอดพระเจดีย์
  5. พระพักตร์เป็นรูปไข่ผ่าซีก
  6. พระกรรณด้านขวาเป็นเส้นตรง จะอยู่สูงกว่าพระกรรณด้านซ้าย และจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2
  7. พระกรรณด้านซ้ายจะเป็นเส้นตรงและจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2
  8. ช่วงระหว่างพระพักตร์กับพระอุระจะยาวกว่าทุกพิมพ์และมีเส้นบางๆ เหมือนศิลปะลำคอ
  9. เส้นจีวรเป็นร่องลึก เรียกว่า “อกร่อง” ลักษณะคล้ายกับพิมพ์ฐานคู่
  10. เส้นหน้าอกจะผายไปต่อกับพระกรทั้ง 2 ข้าง
  11. รูปหน้าตักขององค์พระจะเป็นรูปเลขแปดตามแนวนอน (พิมพ์ย่อยที่ 3 อาจไม่ชัดเจนเท่าพิมพ์ย่อยที่ 1 และ 2)
  12. พระบาทขวาจะทับพระบาทซ้าย
  13. เส้นแซมเส้นที่ 2 หรือเส้นแซมใต้ตัก จะมีลักษณะใหญ่เล็กใกล้เคียงกับฐานชั้นที่ 3
  14. เส้นแซมชั้นที่ 1 จะมีลักษณะใหญ่เล็กเกือบเท่าเส้นฐานชั้นที่ 2
  15. รอยตัดของหัวฐานชั้นที่ 1 ทางด้านขวามือขององค์พระจะมีลักษณะป้าน
  16. รอยตัดของหัวฐานชั้นที่ 1 ทางด้านซ้ายมือองค์พระจะมีลักษณะเฉียงปลายแหลมลงสู่ด้านล่าง