นิ้วปูดตึงตอนเช้า ระวังโรคข้อนิ้วมือเสื่อม ปัจจัยเสี่ยงและวิธีดูแล
นิ้วปูดตึงตอนเช้า ระวังโรคข้อนิ้วมือเสื่อม ปัจจัยเสี่ยง

โรคข้อนิ้วมือเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยความชุกจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แม้โรคนี้ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ความเจ็บปวด ข้อฝืด และการผิดรูปของนิ้วมือสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและกิจวัตรประจำวันอย่างมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการปวด บวม และข้อติดแข็ง โดยเฉพาะในตอนเช้า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ

โรคข้อนิ้วมือเสื่อมคืออะไร?

โรคข้อนิ้วมือเสื่อมเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อต่อบริเวณนิ้วมือ ส่งผลให้กระดูกเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวด บวม และอาจมีกระดูกงอก ทำให้ข้อนิ้วมีลักษณะปูดโปนออกมา โดยพบบ่อยที่ข้อนิ้วส่วนกลาง ข้อนิ้วส่วนปลาย และโคนนิ้วหัวแม่มือ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค

ปัจจัยเสี่ยงแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้และปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้

  • อายุ: ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุเนื่องจากกระบวนการเสื่อมของข้อต่อตามวัย
  • เพศหญิง: โดยเฉพาะในวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงส่งผลต่อความสมบูรณ์ของกระดูกอ่อน
  • พันธุกรรม: หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โอกาสเกิดจะสูงขึ้น
  • เชื้อชาติ: พบว่าชาวต่างชาติผิวขาวมีความชุกของโรคมากกว่าชาวเอเชีย

ปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้

  • การใช้งานหนักเกินไป: การใช้มือหักโหมหรือซ้ำๆ ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
  • อาชีพ: อาชีพที่ต้องใช้การกำมือหรือขยับนิ้วซ้ำๆ เช่น แม่บ้าน ชาวสวน และทันตแพทย์ มีความเสี่ยงสูงกว่า

อาการเตือนของโรคข้อนิ้วมือเสื่อม

ผู้ป่วยมักแสดงอาการทางร่างกายที่สังเกตได้ ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • อาการปวด: ปวดบริเวณข้อนิ้วส่วนกลาง ส่วนปลาย หรือโคนนิ้วหัวแม่มือ โดยปวดมากขึ้นเมื่อจับสิ่งของ บีบมือ หรือใช้มือซ้ำๆ
  • ข้อติดแข็ง: มักเกิดในตอนเช้าหรือหลังจากไม่ได้ใช้มือนาน ทำให้เคลื่อนไหวลำบากและรู้สึกตึง
  • อาการบวม: เกิดจากการอักเสบหรือการเปลี่ยนแปลงของกระดูก ทำให้เจ็บและเคลื่อนไหวมือน้อยลง
  • นิ้วผิดรูป: หากโรคดำเนินไปเรื่อยๆ อาจทำให้นิ้วผิดรูป โดยเฉพาะข้อนิ้วส่วนกลางหรือส่วนปลายจะมีลักษณะบวมปูด ส่วนนิ้วหัวแม่มืออาจกางลำบาก

การวินิจฉัยโดยแพทย์

แพทย์สามารถวินิจฉัยโดยการตรวจร่างกายเพื่อดูข้อที่ผิดปกติและจุดกดเจ็บ ร่วมกับการถ่ายภาพรังสี (X-ray) เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อต่อที่แคบลงหรือกระดูกงอก ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยได้แม่นยำ

การรักษาและการป้องกันอย่างถูกวิธี

แนวทางการรักษาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การใช้ยาและการไม่ใช้ยา ร่วมกับการปรับพฤติกรรม

การรักษาโดยใช้ยา

ยาใช้ภายนอกและยารับประทานมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอาการปวด

การรักษาโดยไม่ใช้ยาและการปรับพฤติกรรม

  • การบริหารมือ: แช่มือในน้ำอุ่น กำและแบมือ ช่วยลดอาการปวดและตึง ร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อมือเพื่อพยุงข้อโคนนิ้วหัวแม่มือ
  • อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ: สำหรับผู้มีปัญหานิ้วหัวแม่มือ มีอุปกรณ์พยุงทั้งแบบแข็งและนิ่ม ช่วยลดแรงกดที่ข้อ ส่วนผู้ที่มีข้อผิดรูปอาจใส่อุปกรณ์เพื่อป้องกันการผิดรูปเพิ่ม
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน: ใช้ข้อศอกหรือแขนแทนมือ เช่น เปิดประตูด้วยข้อศอก หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วถือของ ใช้ฝ่ามือโอบอุ้มแทน ใช้อุปกรณ์ช่วยผ่อนแรง เช่น อุปกรณ์ติดกระดุมหรือด้ามจับช้อนส้อมปากกาที่ใหญ่ขึ้น
  • การปรับตัวในกลุ่มอาชีพเสี่ยง: อาชีพที่ใช้มือประจำ เช่น ทำขนม งานฝีมือ ควรเลือกใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงกด

หากมีอาการปวดข้อนิ้วมือตามลักษณะข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำที่ถูกต้อง

แหล่งข้อมูล: อ. พญ.อภิสรา กี่สุขพันธ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล