นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อมูลล่าสุดของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย ระหว่างการลงพื้นที่เยี่ยมชมบริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด ที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี โดยระบุว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งปลูกอ้อยสำคัญที่สุดของประเทศ มีพื้นที่ปลูกอ้อย 4.99 ล้านไร่ และจังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดที่ปลูกอ้อยมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 716,007 ไร่
โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ลดอ้อยเผาเหลือเพียง 3%
ในฤดูการผลิตปี 2568/69 ที่ปิดหีบเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานีมีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 2,323,012 ตัน ให้ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 111.08 กิโลกรัมต่อตันอ้อย และมีสัดส่วนอ้อยเผาอยู่ที่ 3% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด ซึ่งถือว่าน้อยมาก หลังจากโรงงานเข้าร่วมโครงการลดการเผาอ้อยเพื่อส่งให้โรงงานน้ำตาลตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
เทคโนโลยี CCUS สร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนไดออกไซด์
นายวราวุธกล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดโรงงานน้ำตาลบางแห่งจากทั้งหมด 58 แห่งทั่วประเทศ ได้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Utilization and Storage: CCUS) มาใช้ ซึ่งสามารถแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาขายให้กับบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลม รวมทั้งผลิตเป็นน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) จำหน่ายได้ด้วย
“ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล จากเดิมที่ผลิตได้เพียงน้ำตาล โมลาสหรือกากน้ำตาล และเอทานอล” นายวราวุธระบุ
คาร์บอนเครดิตยังไม่ครอบคลุม CCUS จากอ้อย
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ยังไม่นับผลสำเร็จของ CCUS และการผลิตน้ำแข็งแห้ง ให้เข้าร่วมโครงการขายคาร์บอนเครดิต หรือการนำสิทธิที่เกิดจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว ไปซื้อขายเปลี่ยนเป็นรายได้ในตลาดคาร์บอนเครดิต ให้กับองค์กรหรือบริษัทอื่นๆ ที่ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์และต้องการซื้อไปชดเชยการปล่อยมลพิษของตนเอง โดยมีหน่วยวัดเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Tco2e) เนื่องจากกฎเกณฑ์ระดับโลกมองว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากอ้อยและน้ำตาลเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
เตรียมเจรจาบราซิล-อินเดีย ผลักดันมาตรฐานคาร์บอนเครดิตโลก
นายวราวธกล่าวว่า “ผมจะเจรจากับประเทศบราซิล อินเดีย ขอให้ร่วมมือกับประเทศไทย ผลักดันให้เรื่องการกักเก็บคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำตาล ถูกนับเป็นคาร์บอนเครดิตในระดับโลก เพราะหากบราซิล อินเดีย และประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตน้ำตาลท็อป 3 อันดับแรกของโลกมีมติเห็นชอบร่วมกัน ว่าน้ำตาลสามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิดเพิ่มขึ้น ก็จะสร้างแรงกดดันให้เกิดการยอมรับในเรื่องของมาตรฐานโลกในเรื่องคาร์บอนเครดิต”
นวัตกรรมซิลิกาและผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากอ้อย
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้ก้าวสู่ยุคการเปลี่ยนแปลง ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในกระบวนการผลิตน้ำตาล เช่น ผลิตเป็นซิลิกา (Silica) ซึ่งเป็นสารประกอบของธาตุซิลิกอนและออกซิเจน เพื่อนำไปผลิตเป็นสารดูดความชื้น อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างที่เป็นวัตถุดิบหลักในการทำแก้ว กระจก เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา หรืออุตสาหกรรมยางที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานและยืดหยุ่นให้กับยาง เช่น ยางรถยนต์
“การแตกไลน์ธุรกิจผลิตน้ำตาล ให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทำให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับยุคสมัย ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เรื่องนี้ผมได้กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายวราวธกล่าวทิ้งท้าย



