ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเมียนมาพุ่ง 3,145 ราย เร่งกู้ภัยต่อเนื่อง
ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเมียนมาพุ่ง 3,145 ราย เร่งกู้ภัย

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในประเทศเมียนมาได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ทางการเมียนมารายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3,145 ราย บาดเจ็บ 4,589 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีก 221 ราย ตัวเลขดังกล่าวทำให้แผ่นดินไหวครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมียนมา

แผ่นดินไหวขนาด 7.7 สั่นสะเทือนภาคกลาง

แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ มีขนาด 7.7 ตามมาตราริกเตอร์ และเกิดขึ้นที่ระดับความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองมัณฑะเลย์และพื้นที่ใกล้เคียง

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) รายงานว่า อาคารกว่า 5,000 หลังได้รับความเสียหายหรือพังทลาย รวมถึงวัดวาอารามและโรงเรียนหลายแห่ง ทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนไร้ที่อยู่อาศัย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ทีมกู้ภัยนานาชาติเร่งช่วยเหลือ

ท่ามกลางความเสียหายอย่างหนัก ทีมกู้ภัยจากหลายประเทศ รวมถึงจีน รัสเซีย อินเดีย และไทย ได้เดินทางเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง โดยเฉพาะในเมืองมัณฑะเลย์และเมืองสะกาย ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก

นายโฆษกของคณะกรรมการบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติเมียนมากล่าวว่า "เรากำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่เนื่องจากพื้นที่บางแห่งยังไม่สามารถเข้าถึงได้ การกู้ภัยจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก" พร้อมยืนยันว่าทีมกู้ภัยยังคงปฏิบัติการค้นหาอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

วิกฤตด้านมนุษยธรรมและความต้องการเร่งด่วน

นอกจากยอดผู้เสียชีวิตที่สูงแล้ว แผ่นดินไหวยังทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม โดยมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.5 ล้านคน องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น กาชาดสากล และองค์การอนามัยโลก ได้ส่งความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และที่พักพิงชั่วคราว

นายแอนโทนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเร่งให้ความช่วยเหลือเมียนมา โดยระบุว่า "สถานการณ์ในเมียนมาเลวร้ายลงทุกวัน เราต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย"

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย ถนนหลายสายถูกตัดขาด และสะพานพังทลาย ทำให้การขนส่งความช่วยเหลือล่าช้า

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเมียนมาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ เมืองมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งพังทลาย

รัฐบาลเมียนมาประกาศภาวะฉุกเฉินใน 6 ภูมิภาค และขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ขณะที่ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กำลังประเมินความเสียหายเพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือทางการเงิน