องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานสถานการณ์โรคไตเรื้อรังในประเทศไทยว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า 8 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 17.6 ของประชากรผู้ใหญ่ และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 30,000 รายต่อปี ซึ่งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ
ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง
โรคไตเรื้อรังมักเกิดจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักถึงร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั้งหมด นอกจากนี้ การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง ไขมันสูง และน้ำตาลมากเกินไป รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
นายแพทย์สมชาย ตั้งมั่นคง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 กล่าวว่า “คนไทยจำนวนมากยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของโรคไตเรื้อรัง เพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว ซึ่งการรักษาทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง”
แนวทางป้องกันและลดความเสี่ยง
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประชาชนลดการบริโภคเกลือและน้ำตาล เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตสูงและเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคไต นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรคไตตั้งแต่ระยะแรก
สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดเพื่อวัดค่าการทำงานของไตอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้สามารถรักษาได้ทันท่วงที
สถานการณ์การรักษาและการเข้าถึงบริการ
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือดหรือการปลูกถ่ายไต ประมาณ 100,000 ราย แต่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายที่สูง โดยเฉพาะการฟอกเลือดซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละ 200,000-300,000 บาทต่อคน
รัฐบาลได้ขยายสิทธิการรักษาภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้ครอบคลุมการฟอกเลือดและการปลูกถ่ายไต แต่ยังคงมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานพยาบาลและจำนวนเครื่องฟอกไตที่ไม่เพียงพอ
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตเสนอให้ภาครัฐเพิ่มการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เช่น การลดปริมาณเกลือในอาหารสำเร็จรูปและอาหารปรุงสำเร็จ รวมถึงการติดฉลากโภชนาการที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้
นอกจากนี้ ควรเพิ่มการลงทุนด้านอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์สำหรับการรักษาโรคไต โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ขาดแคลน เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม



