วิกฤตหนี้ SMEs ไทยพุ่งสูง 1.9 ล้านล้านบาท สภาอุตสาหกรรมฯ จี้รัฐเร่งแก้ไข
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยรายงานล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่าวิตกของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs) ในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินสะสมที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่รุนแรงในภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
สาเหตุหลักของปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
จากการวิเคราะห์ของสภาอุตสาหกรรมฯ ปัญหาหนี้สินของ SMEs ไทยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ดังนี้
- ผลกระทบจากโควิด-19: การระบาดใหญ่ส่งผลให้ธุรกิจหลายแห่งต้องปิดตัวหรือลดกำลังการผลิต ส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างรวดเร็ว
- ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น: ราวัสดุและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ SMEs มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น
- การแข่งขันที่รุนแรง: ทั้งจากตลาดภายในและต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องดิ้นรนเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด
- การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำกัด: ธนาคารและสถาบันการเงินมีมาตรการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ SMEs ขาดสภาพคล่อง
มาตรการเร่งด่วนที่เสนอโดยสภาอุตสาหกรรมฯ
เพื่อแก้ไขวิกฤตนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอแนวทางและมาตรการเร่งด่วนหลายประการ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟู SMEs ไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
- การปรับโครงสร้างหนี้: ร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อออกแบบแผนการชำระหนี้ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสภาพธุรกิจ
- การสนับสนุนทางการเงิน: ขอให้รัฐบาลจัดสรรเงินทุนพิเศษหรือกองทุนเฉพาะกิจเพื่อให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
- การพัฒนาทักษะและนวัตกรรม: ส่งเสริมการฝึกอบรมและใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน
- การขยายตลาด: สนับสนุนการเข้าถึงตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและงานแสดงสินค้า
นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของ SMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าหากมีการดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดปัญหาหนี้สินและส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว



