TISCO เตือนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง โตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ ต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยมุมมองว่า ภายหลังผลการเลือกตั้ง ตลาดทุนไทยมีความคาดหวังค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีเอกภาพ และมีทีมเศรษฐกิจที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่พรรคแกนนำมีโอกาสกำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญหลายกระทรวง และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาจากพรรคเดียวกัน
เป้าหมายการเติบโตต้องกลับสู่ระดับ 4% ต่อปี
สำหรับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น จำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพให้สามารถกลับมาเติบโตที่ระดับประมาณ 4% ต่อปี โดยเห็นว่าอัตราดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายที่สูงเกินไป แต่เป็นระดับขั้นต่ำที่ควรทำให้ได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนยังคงเติบโตในระดับที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซียที่เติบโตประมาณ 6% มาเลเซียเกือบ 5% และเวียดนามที่เติบโตถึง 8% หากไทยต้องการช่วงชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะการลงทุนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและองค์ความรู้ นักลงทุนย่อมเลือกประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า ดังนั้น การตั้งเป้าเพียง 3% จึงอาจไม่เพียงพอในการสร้างความโดดเด่นและความเชื่อมั่น ขณะที่ 4% จะเป็นระดับที่ช่วยส่งสัญญาณว่าไทยมีศักยภาพและความตั้งใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่ สามารถอยู่ครบวาระ 4 ปี โอกาสในการผลักดันเศรษฐกิจไปสู่ระดับดังกล่าวมีความเป็นไปได้ โดยเงื่อนไขสำคัญ คือ รัฐบาลต้องไม่มุ่งเน้นนโยบายระยะสั้น เพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เช่น นโยบายการแจกเงิน แต่ควรหันมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งประสิทธิภาพการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ การใช้เทคโนโลยีในภาคการผลิตที่ยังจำกัด อัตราการออมที่ต่ำ ปัญหาหนี้ในทุกภาคส่วน รวมถึงการลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ พร้อมทั้งต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน มีตัวชี้วัดและกรอบเวลาที่แน่นอน เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุนสามารถติดตามความคืบหน้าได้
ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้
ส่วนในมุมมองต่อตลาดทุน ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปี 2569 นี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปีในระยะถัดไป แม้เศรษฐกิจในปีนี้อาจเติบโตได้เพียงราว 2% ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันดัชนีจากปัจจัยพื้นฐานโดยตรง แต่การปรับขึ้นของตลาดในระยะนี้สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต
ย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จำเป็นต้องมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมและการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจที่ยังไม่สูงพอ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่
เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการฟื้นฟูสภาพคล่องในตลาดหุ้นอย่างยั่งยืน
ในส่วนของแนวทางด้านตลาดทุน เสนอให้เร่งผลักดันโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงและผ่านกองทุนรวม โดยการออกแบบโครงการควรเข้าใจง่าย แรงจูงใจชัดเจน แยกวงเงินออกจากการออมเพื่อเกษียณเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในช่วงเริ่มต้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ที่จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ประเด็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล นายไพบูลย์ มองว่า แม้จะมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล หรือ การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง แต่ด้วยคะแนนเสียงของพรรคอันดับ 1 ที่ทิ้งห่างพรรคอันดับ 2 อย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนไม่ได้กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่จังหวะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า ซึ่งประเมินว่าไม่น่าจะล่าช้ามาก
นอกจากนี้ ยังเห็นว่านักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับหน้าตาของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีทีมเศรษฐกิจที่ครบถ้วน มีผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเข้ามาเสริม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนมากขึ้น ขณะที่กระแสข่าวการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย และไม่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการลงทุนในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงจากการชุมนุมหรือการเลือกตั้งเป็นโมฆะที่ประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำ
เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6%
ด้านนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษนอกเหนือช่วงวิกฤต สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคการผลิตและท่องเที่ยวชะลอ สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงเหลือราว 2.3% ท่ามกลางความเสี่ยงจากภายนอกทั้งนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง สร้างความคาดหวังว่านโยบาย “10+” จะช่วยยกระดับการเติบโตกลับสู่ระดับใกล้ 3% ผ่านการปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นขีดความสามารถภาคธุรกิจ เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าครองชีพ และพัฒนาการศึกษา พร้อมดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง หลังหนี้สาธารณะอยู่ใกล้เพดาน 70% ต่อจีดีพี จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการคลังควบคู่ ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และขยายฐานภาษี
คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%
นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%
สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง