JMART ปี 2568 พลิกขาดทุน 161.8 ล้านบาท แบกภาระขาดทุนทางบัญชีอ่วม ส่วนแบ่งกำไรสุกี้ตี๋น้อยลดฮวบ 26%
บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น JMART ได้รายงานผลประกอบการประจำปี 2568 โดยพลิกจากกำไรสุทธิในปีก่อนหน้า 1,140.8 ล้านบาท มาเป็นขาดทุนสุทธิ 161.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันอย่างหนักจากรายการขาดทุนทางบัญชีจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นเปิดตลาดในเช้าวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ลดลง 0.35 บาท หรือคิดเป็น -4.58% มาอยู่ที่ 7.30 บาท
รายได้เติบโตแต่แบกภาระขาดทุนทางบัญชีอ่วม
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 15,402.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า โดยแรงหนุนหลักมาจากธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือที่มียอดขายเติบโตจากการขยาย Jaymart Network ที่ครอบคลุมและกลยุทธ์จำหน่ายมือถือพร้อมสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม บริษัทกลับขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 161.8 ล้านบาท ซึ่งลดลง 114.2% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 1,140.8 ล้านบาท
ผลประกอบการที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญนี้มีสาเหตุหลักจากรายการพิเศษทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด (Non-cash item) หลายรายการ โดยเฉพาะธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพที่จัดเก็บกระแสเงินสดได้ลดลง ส่งผลให้บริษัทต้องตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการบันทึกขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน จำนวน 569.3 ล้านบาท รวมถึงขาดทุนจากการด้อยค่าของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ จำนวน 114.1 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังรับรู้ผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากสินทรัพย์ทางการเงิน (Mark to Market) จำนวน 104.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการวัดมูลค่ายุติธรรมตามราคาตลาดของเงินลงทุน ณ วันสิ้นงวด โดยบริษัทฯ ย้ำว่ารายการดังกล่าวเป็นเพียงการบันทึกทางบัญชี และไม่กระทบต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานโดยตรง
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมวูบหนัก สุกี้ตี๋น้อยส่งกำไรลดลง 26%
ในส่วนของเงินลงทุน บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า (Joint Ventures) ลดลงอย่างหนัก โดยทำได้เพียง 204.4 ล้านบาท ลดลงถึง 55.9% จากปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจาก บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) มีการตั้งสำรองหนี้เสีย (ECL) เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งกำไรลดลง
สำหรับ "สุกี้ตี๋น้อย" ภายใต้ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่ง JMART ถือหุ้น 30% ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 258 ล้านบาท จากปีก่อน 350.7 ล้านบาท หรือลดลง 26.43% โดย ณ สิ้นปี 2568 สุกี้ตี๋น้อยมีสาขารวม 103 สาขา (รวมแบรนด์ใหม่ Teenoi BBQ และ Teenoi Gold) ทั้งนี้ บริษัทเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ดีกับสุกี้ตี๋น้อย ในด้านต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปด้วยกันในอนาคต
เจาะลึกผลประกอบการรายธุรกิจ: มือถือโดดเด่น แต่บริหารหนี้ชะลอตัว
เมื่อเจาะลึกถึงผลการดำเนินงานรายธุรกิจของกลุ่มเจมาร์ท ซึ่งวางโครงสร้างแบบ Ecosystem ครอบคลุมทั้งค้าปลีก การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ จะพบภาพรวมที่สวนทางกันอย่างชัดเจนในปี 2568 ดังนี้
- ธุรกิจมือถือ (Jaymart Mobile) โดดเด่นที่สุดในปีนี้ด้วยกำไรสุทธิ 136 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 66% จากปีก่อน ความสำเร็จนี้เกิดจากการขยาย Jaymart Network ที่ครอบคลุมและการใช้กลยุทธ์จำหน่ายมือถือพร้อมสินเชื่อ (Locked Phone) ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าผ่อนชำระได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงวินัยทางการเงินผ่านระบบล็อกเครื่องหากผิดนัดชำระ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ธุรกิจบริหารหนี้ (JMT) แม้จะยังเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรหลักได้ถึง 1,030 ล้านบาท แต่ปรับตัวลดลง 36% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการจัดเก็บกระแสเงินสดที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ต้องตั้งสำรอง (ECL) สูงขึ้นตามหลักความระมัดระวัง อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 4/68 เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการจัดเก็บกระแสเงินสดที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการตั้งสำรองที่เริ่มลดลง
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (JAS Asset) รายงานผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 785 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เกิดจากการ "ปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน" โดยเฉพาะการปรับสมมติฐานระยะเวลาเช่าของศูนย์การค้าชุมชน
- ธุรกิจประกันภัย (Jaymart Insurance) เติบโตได้ภายใต้การดูแลของ JMT โดยทำรายได้แตะ 315 ล้านบาท เติบโต 33% โดยได้รับแรงหนุนจากประกันภัยที่พ่วงไปกับสินเชื่อมือถือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตรา Loss Ratio ต่ำ ช่วยเสริมรายได้ให้กับกลุ่มอย่างมีเสถียรภาพ



