อว. ผนึกเกษตรฯ เปิดตัวปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะ ลดต้นทุน 60%
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่จังหวัดอุดรธานี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและดินเสื่อมโทรม โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ดินรายแปลงและผลิตปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด
โครงการนี้ใช้ผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้เกษตรกรได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยเริ่มนำร่องที่สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดอุดรธานีก่อน และตั้งเป้าขยายไปยังสหกรณ์ต้นแบบทั่วประเทศ
รายละเอียดโครงการ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรกรซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและราคาปุ๋ยเคมีที่ผันผวน โครงการนี้จึงนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยลดภาระและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่ายมาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบเฉพาะสำหรับสภาพดินในแต่ละพื้นที่
นางสาววัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศถึงร้อยละ 40 การส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดซึ่งผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม
นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่าร้อยละ 70 โครงการนี้จึงเป็นทางออกทันท่วงทีต่อวิกฤตราคาปุ๋ย และจะช่วยให้สหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มการจัดการปุ๋ยอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตร 30 แห่ง ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ชัยนาท และเชียงราย โดยใช้โปรแกรมคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีของ วว. ควบคุมการผสมให้ได้ธาตุอาหารตรงตามความต้องการของพืชและดินแต่ละแปลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้สูงสุดถึงร้อยละ 60
นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์เคมีที่นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งช่วยรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตและฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้เกษตรกร
การเปิดตัวโครงการในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาปุ๋ยแพงและดินเสื่อมโทรมอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหารและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย



