สมาคมผู้ค้าปลีกฯ เสนอแพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่หนุนคนละครึ่งพลัสเฟส 2
สมาคมผู้ค้าปลีกฯ เสนอ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ (12.02.2026)

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอแพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่หนุนคนละครึ่งพลัสเฟส 2

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเผยความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2569 พร้อมเสนอแพ็กเกจ 6 นโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ การท่องเที่ยว และการลงทุนท้องถิ่น

ความเชื่อมั่นฟื้นตัวหลังเลือกตั้ง

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง 2569 และคาดว่าการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในช่วงกลางปีจะช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนพลังงานสูง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

สมาคมฯ เสนอแพ็กเกจ 6 นโยบายภายใต้แนวคิด ช้อปคุ้ม เที่ยวปัง ลงทุนท้องถิ่น SME แข็งแรง แรงงานมีทักษะ แข่งขันอย่างเท่าเทียม ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. ช้อปคุ้ม กระตุ้นกำลังซื้อทันที: มาตรการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ควรปลดล็อกข้อจำกัดให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึงโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจับจ่าย เนื่องจากในเฟสก่อนมีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน สูญเสียโอกาสสร้างการหมุนเวียนเงินในระบบ นอกจากนี้ เสนอปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 0-1% และขยายการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ร้านค้าปลีกทุกขนาด
  2. เที่ยวปัง ยกระดับการท่องเที่ยว: นำร่องมาตรการคืนภาษี VAT 7% ทันทีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท ลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า และจัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending
  3. ลงทุนท้องถิ่น สร้างงานและรายได้: กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ลงทุนในเมืองรอง เพื่อสร้างการจ้างงานในพื้นที่และเชื่อมโยงกับ SMEs ท้องถิ่น พร้อมทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีกเพื่อลดต้นทุน
  4. SME แข็งแรง เพิ่มขีดความสามารถ: สนับสนุนสินค้าไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและการส่งออก รวมทั้งอุดหนุนภาษีสำหรับสินค้า Sustainable
  5. แรงงานมีทักษะ ส่งเสริมภาคค้าปลีก: สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ SMEs ลงทุนในระบบ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีก และส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย แรงงานรายชั่วโมง และแรงงานต่างด้าว
  6. แข่งขันอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ: กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตรวจสอบสินค้าให้เข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานหรือฉลากภาษาไทย พร้อมจัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายออนไลน์ข้ามพรมแดน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง

นายณัฐ กล่าวว่า หากรัฐบาลชุดใหม่ขับเคลื่อนมาตรการเหล่านี้ สมาคมฯ ประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP อีกประมาณ 0.5-1.0% จากคาดการณ์เดิม 1.6–2.0% ในปี 2569 พร้อมกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการลงทุนมากกว่า 200,000 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง

สมาคมฯ มองว่าปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง แต่หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะช่วยเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและพาประเทศกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคง