นักลงทุนทั่วโลกแห่ซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 42% ส่งผลให้ความต้องการทองคำในไตรมาสแรกของปีนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีนที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก
ความต้องการทองคำโลกไตรมาส 1 พุ่ง 74%
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้ราคาทองคำปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานว่า ความต้องการทองคำโลกในไตรมาส 1/2569 พุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประกอบด้วย การซื้อทองแท่งและทองเหรียญโดยนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับ 474 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้มียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และนับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 17 เดือน แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จีนนำทัพซื้อทองคำแท่งและเหรียญ
จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยเพียงประเทศเดียวมีการซื้อทองแท่งและทองเหรียญสูงถึง 207 ตัน เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ ทิ้งห่างสถิติเดิมที่ 155 ตันในปี 2556 ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
แรงซื้อจากนักลงทุนฝั่งเอเชียถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี นักลงทุนเอเชียยังคงเดินหน้าซื้อทองคำกายภาพ (Physical Gold) อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักลงทุนในสหรัฐฯ จะเริ่มลดการถือครองกองทุน ETF ทองคำในเดือนมีนาคม จนมากกว่าเงินที่ไหลเข้าในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ทั้งหมด ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง (Structural Turning Point) ของตลาดทองคำโลก หลังจากเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของนักลงทุนฝั่งตะวันตกและเอเชีย
พฤติกรรมนักลงทุนตะวันตกและเอเชียแตกต่าง
คาดว่าแนวโน้มระยะยาวของราคาทองคำกำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากนักลงทุนฝั่งตะวันตกมีมุมมองด้านต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่นักลงทุนเอเชียมองต่างโดยสิ้นเชิงว่าทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) และเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ในวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปีและไม่ได้เปลี่ยนตามดอกเบี้ย
ทิศทางราคาทองคำระยะยาวยังไปต่อ
ราคาทองคำล่าสุด (วันที่ 8 พฤษภาคม 2569) พยายามทรงตัวอยู่บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลายสถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำระยะยาว โดย Goldman Sachs ประเมินราคาทองคำปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบเป้าหมายบริเวณ 6,250-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน Deutsche Bank ประเมินว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากกระแสการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนในเอเชียยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองแท่งและทองเหรียญ (Bar & Coin Demand) สะท้อนแนวโน้มการกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
และแม้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเริ่มผ่อนคลาย หรือธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว เรามองว่านี่ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการสะสมทองคำ ซึ่งจะกลายเป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะยาว
ธนาคารกลางจีนเพิ่มทองคำสำรอง
ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า ได้อาศัยจังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลงในเดือนเมษายน เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองอีก 260,000 ออนซ์ หรือ 8.1 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 ถึงประมาณ 8.67 เท่า และถือเป็นการถือทองคำสำรองเพิ่มเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน
ราคาทองคำวันนี้ปิดตลาดลบ 100 บาท
สำหรับราคาทองคำวันนี้ปิดตลาดลบ 100 บาท ผันผวน 22 ครั้ง ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 71,900 บาท และราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 71,700 บาท ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 72,700 บาท และราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 70,266.60 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,717 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์
ราคาทองรูปพรรณรวมค่ากำเหน็จ 800 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 9,788 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 18,775 บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 36,750 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 72,700 บาท ทองคำหนัก 2 บาท ขายออก 145,400 บาท ทองคำหนัก 5 บาท ขาย 363,500 บาท
ภาพรวมราคาทองปี 2569
ภาพรวมราคาทองปี 2569 บวก 6,950 บาท เดือนมกราคม ทองคำบวก 12,700 บาท เดือนกุมภาพันธ์ บวก 3,400 บาท เดือนมีนาคม ลบ 6,400 บาท เดือนเมษายน บวก 250 บาท เดือนพฤษภาคม บวก 450 บาท โดยภาพรวมราคาทองปี 2569 ราคาสูงสุดที่ 81,950 บาท และราคาต่ำสุดที่ 64,550 บาท มีส่วนต่างราคาที่ 6,950 บาท



