ตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลงอย่างหนักในวันนี้ โดยดัชนี SET ปิดที่ 1,580.23 จุด ลดลง 30.18 จุด หรือคิดเป็น 1.87% มูลค่าการซื้อขายรวม 85,234 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงเทขายต่อเนื่อง สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวลงตามทิศทางเดียวกัน
กลุ่มพลังงานนำตลาดร่วง
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรงที่สุด โดยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง หลังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมัน นักลงทุนจึงเทขายหุ้นในกลุ่มนี้อย่างหนัก
นายชาญชัย วิริยะกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด กล่าวว่า "แรงขายจากต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่และกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติ"
ปัจจัยลบจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยด้วย
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เฟดยังคงเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ดึงดูดเงินทุนให้ไหลออกจากตลาดหุ้น
มูลค่าการซื้อขายและสัดส่วนนักลงทุน
มูลค่าการซื้อขายรวม 85,234 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 1,234 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,678 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 456 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 3,988 ล้านบาท
สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ PTT ลดลง 3.50 บาท คิดเป็น 3.45% มูลค่าการซื้อขาย 4,567 ล้านบาท ตามด้วย ADVANC ลดลง 2.00 บาท คิดเป็น 1.23% มูลค่าการซื้อขาย 3,456 ล้านบาท และ CPALL ลดลง 1.50 บาท คิดเป็น 1.89% มูลค่าการซื้อขาย 2,345 ล้านบาท
แนวโน้มตลาดในระยะสั้น
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวลงต่อในระยะสั้น เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาหนุน ขณะที่แรงขายของต่างชาติยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,570 จุดได้ ก็อาจมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในระยะสั้น แต่โดยรวมแล้วตลาดยังอยู่ในภาวะผันผวนสูง นักลงทุนควรระมัดระวังในการลงทุน



