ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่ระดับ 1,573.48 จุด เพิ่มขึ้น 3.01 จุด หรือคิดเป็น 0.19% มูลค่าการซื้อขายรวม 28,234.88 ล้านบาท โดยมีแรงซื้อหนาแน่นในกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นในช่วงเช้า
กลุ่มพลังงานและแบงก์นำตลาด
นายชัยพร นามวงษ์ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่หนุนตลาดวันนี้คือแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้น ปตท. และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อาทิ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งและได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ที่ปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน
มูลค่าซื้อขายและสัดส่วนนักลงทุน
มูลค่าการซื้อขายภาคเช้าอยู่ที่ 28,234.88 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,200 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 800 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
นายชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มช่วงบ่ายคาดว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,568-1,580 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและตลาดโดยรวม
หุ้นเด่นและกลุ่มอุตสาหกรรม
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ปตท. (PTT) มูลค่า 2,500 ล้านบาท ราคาเพิ่มขึ้น 1.50 บาท ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มูลค่า 1,800 ล้านบาท ราคาเพิ่มขึ้น 2.00 บาท ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มูลค่า 1,600 ล้านบาท ราคาเพิ่มขึ้น 1.75 บาท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มูลค่า 1,200 ล้านบาท ราคาลดลง 0.50 บาท และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มูลค่า 1,100 ล้านบาท ราคาเพิ่มขึ้น 0.50 บาท
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดคือกลุ่มพลังงาน (ENERG) เพิ่มขึ้น 1.2% กลุ่มธนาคาร (BANK) เพิ่มขึ้น 0.8% และกลุ่มเทคโนโลยี (TECH) เพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุดคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (PROP) ลดลง 0.3% และกลุ่มอาหาร (FOOD) ลดลง 0.2%
มุมมองระยะสั้น
นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในระยะสั้น จากปัจจัยสนับสนุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน



