ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 2.26 จุด ตามภูมิภาค รับแรงซื้อพลังงาน-แบงก์
ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 2.26 จุด ตามภูมิภาค รับแรงซื้อพลังงาน-แบงก์

ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.26 จุด หรือ 0.17% มาอยู่ที่ 1,318.62 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์หนุนตลาด แต่นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์นี้

ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET ปิดที่ 1,318.62 จุด เพิ่มขึ้น 2.26 จุด หรือ 0.17% โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวม 40,986.82 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยแตะระดับสูงสุดที่ 1,322.69 จุด และต่ำสุดที่ 1,316.25 จุด นักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลก และหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่คาดหวังผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดี

ปัจจัยหนุนตลาด

นายกรกฤต กสิรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด กล่าวว่า "ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงที่ปรับตัวขึ้นแรง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมเฟดในวันที่ 30-31 กรกฎาคมนี้ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อและตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในสัปดาห์นี้"

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นนำตลาด โดยเฉพาะหุ้น PTTEP ที่เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.85% มาที่ 110.00 บาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ปรับตัวขึ้น โดยหุ้น KBANK เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.75% มาที่ 134.50 บาท และหุ้น SCB เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.56% มาที่ 89.50 บาท

หุ้นเด่นประจำวัน

หุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในกลุ่ม SET100 ได้แก่ PTTEP, KBANK, SCB, CPALL และ ADVANC ขณะที่หุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุด ได้แก่ BDMS, CPN, GPSC, BEM และ BBL โดย BDMS ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.25% มาที่ 39.50 บาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มูลค่าการซื้อขายรวม 40,986.82 ล้านบาท แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 1,234.56 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 567.89 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 234.56 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 901.23 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยจะยังคงผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะผลการประชุมเฟดและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรงและมีแนวโน้มผลประกอบการดีในไตรมาส 2 เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร และกลุ่มค้าปลีก ขณะที่ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง