ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.46 จุด หรือคิดเป็น 0.17% มาอยู่ที่ 1,434.45 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 49,126.24 ล้านบาท การเคลื่อนไหวของตลาดเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากแรงซื้อเก็งกำไรในกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ปัจจัยหนุนตลาด
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ นักวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้จากแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นปตท. และบริษัทในเครือ หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับนักลงทุนคาดหวังผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2/2567 ที่จะทยอยประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะออกมาดีเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก
กลุ่มพลังงานนำตลาด
หุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ได้แก่ ปตท. เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.61% มาที่ 82.50 บาท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.54% มาที่ 198.00 บาท และบางจาก คอร์ปอเรชั่น เพิ่มขึ้น 0.60 บาท หรือ 1.96% มาที่ 31.25 บาท
กลุ่มธนาคารรับอานิสงส์
ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปรับตัวขึ้น อาทิ ธนาคารกรุงเทพ เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.83% มาที่ 121.50 บาท ธนาคารกสิกรไทย เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.45% มาที่ 112.00 บาท และธนาคารไทยพาณิชย์ เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.56% มาที่ 90.00 บาท
แนวโน้มตลาด
นักวิเคราะห์คาดว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก โดยมีแนวต้านที่ 1,440-1,450 จุด และแนวรับที่ 1,420-1,425 จุด ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2567 รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลก
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะนำเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เช่น กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มขนส่ง และกลุ่มค้าปลีก ส่วนนักลงทุนระยะยาว แนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงมา เช่น กลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์



