ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 1.11 จุด ตามแรงกดดันจากต่างประเทศ กังวลเฟด
ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 1.11 จุด ตามแรงกดดันจากต่างประเทศ

ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 1.11 จุด ตามแรงกดดันจากต่างประเทศ กังวลเฟด

ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้ที่ 1,312.85 จุด ลดลง 1.11 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.08 โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 38,579 ล้านบาท โดยดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ตลอดทั้งวัน โดยมีปัจจัยลบจากตลาดต่างประเทศที่กดดัน โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

ภาพรวมการซื้อขาย

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.กรุงศรี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ซื้อขายในกรอบแคบ โดยได้รับแรงกดดันจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจชะลอการปรับลดดอกเบี้ย หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่ยังคงตึงตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย

นอกจากนี้ ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาหนุนตลาด ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนและรอดูความชัดเจนของปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า รวมถึงการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มูลค่าการซื้อขายและกลุ่มอุตสาหกรรม

มูลค่าการซื้อขายรวม 38,579 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 38,555 ล้านบาท และหุ้นสิทธิ์ 24 ล้านบาท โดยมีหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้น 253 หลักทรัพย์ ลดลง 174 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 190 หลักทรัพย์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปรับขึ้นร้อยละ 0.76 กลุ่มธนาคาร ปรับขึ้นร้อยละ 0.45 และกลุ่มพาณิชย์ ปรับขึ้นร้อยละ 0.22
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลงมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ปรับลงร้อยละ 0.51 กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ปรับลงร้อยละ 0.38 และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ปรับลงร้อยละ 0.30

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

นักวิเคราะห์มองว่า สัปดาห์หน้าตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวน โดยต้องจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% แต่จะให้สัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะถัดไป รวมถึงการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคม และยอดค้าปลีก

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการเมืองในประเทศ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงปลายเดือนนี้

สำหรับแนวรับในสัปดาห์หน้าให้ไว้ที่ 1,300 จุด และแนวต้านที่ 1,330 จุด โดยนักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวน และเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง