สามพายุถาโถม: สงคราม จีน และ ม.301 นักลงทุนไทยควรทำอะไรตอนนี้?
สามพายุถาโถม: สงคราม จีน และ ม.301 นักลงทุนไทยควรทำอะไร

สามพายุถาโถม: สงคราม จีน และ ม.301 นักลงทุนไทยควรทำอะไรตอนนี้?

วันที่ 26 เมษายน 2569 ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญสามทิศทางเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย บทความนี้จะพาถอดรหัสแต่ละประเด็นและนำเสนอแนวทางปรับพอร์ตอย่างเหมาะสม

หนึ่ง: พัฒนาการสงครามตะวันออกกลาง

ปฏิบัติการ Epic Fury ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ดำเนินมาเป็นสัปดาห์ที่เจ็ดแล้ว แม้การเจรจารอบแรกในกรุงอิสลามาบัดภายใต้การไกล่เกลี่ยของปากีสถานจะยังไม่บรรลุข้อตกลง แต่สัญญาณเชิงบวกที่สำคัญคือช่องทางการทูตยังเปิดอยู่ ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาต่ออายุหยุดยิงอีกสองสัปดาห์เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจารอบสอง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณมองโลกในแง่ดี โดยกล่าวว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดแล้ว

ตลาดได้ตอบรับความหวังนี้อย่างชัดเจน สะท้อนผ่านภาวะ Backwardation ในตลาดน้ำมัน ราคา Brent Futures ในตลาดการเงินอยู่ที่ประมาณ 90-95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ห่างจากราคาตลาดกายภาพที่สูงกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐถึง 25-30 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนมองวิกฤติอุปทานในปัจจุบันเป็นปัญหาชั่วคราวและเชื่อว่าราคาพลังงานจะปรับลดลงหากการเจรจานำไปสู่ข้อตกลง แรงหนุนนี้ส่งผลให้ MSCI All Country Index ปรับตัวขึ้นทำ All-Time High ต่อเนื่องถึง 10 วัน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือประเด็นนิวเคลียร์ยังเป็นปมที่ซับซ้อนและต้องการเวลาในการเจรจา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สอง: GDP จีนไตรมาสแรกปี 2569

GDP จีนไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 5.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เร่งขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.8% ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยหนุนบรรยากาศตลาด แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายในอย่างละเอียด พบว่าภาพรวมซับซ้อนกว่าเดิม ยอดค้าปลีกเดือนมีนาคมเติบโตเพียง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำกว่าที่คาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การส่งออกชะลอตัวอย่างรุนแรงสู่ 2.5% จาก 21.8% ในช่วงต้นปี และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -11.3% ใกล้เคียงกับสองเดือนก่อนหน้า จากพื้นฐานดังกล่าว INVX จึงปรับลดคาดการณ์ GDP จีนทั้งปี 2569 จากเดิม 4.5% ลงมาเหลือ 4.2%

สาม: มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ต่อไทย

สหรัฐฯ เปิดการสอบสวนไทยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยมุ่งเป้าไปที่สองข้อกล่าวหาหลัก ได้แก่ การมีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ซึ่งอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องสองปี จนสหรัฐฯ มองว่าไทยตั้งใจผลิตเกินความต้องการเพื่อทุ่มตลาด และการนำเข้าสินค้าจากแหล่งที่ใช้แรงงานบังคับ เช่น ปลา น้ำมันปลา และเสื้อผ้า แม้วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมาไทยได้ส่งเอกสารแก้ต่างต่อ USTR แล้ว แต่กระบวนการไต่สวนยังดำเนินต่อเนื่องตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% จะหมดอายุ ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวมีความไม่แน่นอนสูงสุดและกดดัน Sentiment การลงทุน INVX จึงปรับลดคาดการณ์การส่งออกไทยจาก -1% เป็น -2% สะท้อนแรงกดดันสองทิศทางพร้อมกันจากมาตรา 301 และวิกฤติพลังงานตะวันออกกลาง

นโยบายการคลังไทย

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณพร้อมพิจารณาขยับเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% ของ GDP หากมีความจำเป็น INVX มองว่ามีความเหมาะสมด้วยเหตุผลสามประการ ได้แก่ หนี้สาธารณะมีแนวโน้มทะลุเพดาน 70% อยู่แล้วจากภาระอุดหนุนพลังงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจสูงกว่าการอุดหนุนค่าครองชีพโดยตรง และโครงการขนาดใหญ่ด้านระบบขนส่งมวลชน พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะเป็นตัวกำหนดศักยภาพการเติบโตของไทยในทศวรรษหน้า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ฝั่งรายได้ เพราะแม้ VAT ของไทยที่ 7% จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 19% มาก แต่การปรับขึ้นมีอุปสรรคทางการเมืองสูง หากไม่สามารถเพิ่มรายได้ได้จริง ความน่าเชื่อถือของกรอบวินัยการคลังในสายตาของ Fitch และ Moody's ที่ปรับ Outlook ของไทยเป็น Negative ไปแล้ว ก็อาจเสื่อมถอยลงได้อีก

กลยุทธ์การลงทุน

เรามองว่า SET มีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways รอผลการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมี Upside จำกัดที่บริเวณ 1,530 จุด จนกว่าจะมีความชัดเจนของข้อตกลง เนื่องจากตลาดได้รับรู้ความคาดหวังเชิงบวกไประดับหนึ่งแล้ว INVX จึงแนะนำ Selective Buy โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงและความคาดหวังของนักลงทุน ดังนี้

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และคาดว่าจะได้ข้อตกลงสันติภาพถาวร

INVX แนะนำปรับพอร์ตตามกรอบเวลา โดยในระยะสั้น 1-4 สัปดาห์ เน้นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้นตัว อาทิ สายการบิน (AAV, THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC, BGRIM) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL, ERW, MINT) โรงพยาบาลระดับบน (BH, BDMS) และยานยนต์ (AH, SAT) รวมถึงหุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้า Short Covering ได้แก่ MINT, BTS, LH, BDMS, AWC ที่ราคาปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่ช่วงวิกฤติ ในระยะกลาง 3-6 เดือน ให้ทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูง ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) การแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC, CPN) และในระยะยาว 6-12 เดือนขึ้นไป ให้เน้นหุ้นพลังงานสะอาดและนิคมอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHA, AMATA

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลว่าการเจรจาจะล้มเหลว

INVX แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัว และทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นอย่าง PTTEP รวมถึง PTTGC จากส่วนต่างสเปรดที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ควรสะสมหุ้น High Dividend ที่ให้ Dividend Yield สูงกว่า 5% จากกำไรปี 2568 ก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ได้แก่ KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP, TLI

ขอให้นักลงทุนโชคดี

อ่านข่าวหุ้นและการลงทุนกับ Thairath Money ได้ที่เว็บไซต์ thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์ facebook.com/ThairathMoney