กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเปรียบเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 32.19 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากซื้อขายในกรอบ 32.17-32.80 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญที่กระทบเงินบาท
เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อโอกาสในการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สื่ออิหร่านส่งสัญญาณว่าบางส่วนของข้อเสนอจากสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องกับมุมมองของผู้นำอิหร่าน
นอกจากนี้ มีรายงานว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของจีนเรียกร้องให้อิหร่านเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ต่อไป ท้ายสัปดาห์การปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับตัวขึ้นอีกครั้งของราคาน้ำมันดิบ แม้สหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้
ทิศทางการลงทุนของต่างชาติ
นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 2,035 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 13,638 ล้านบาท กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่าตลาดจะให้ความสนใจกับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต่อไป หลังตำแหน่งการจ้างงานเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเกินคาด
ในขณะเดียวกัน ความหวังสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงเปราะบาง ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอเพื่อลดความตึงเครียดจากสหรัฐฯ นั้นเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง" ในภาวะเช่นนี้ เราประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังคงเป็นประเด็นชี้นำสำคัญสำหรับทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนในระยะสั้น
ปัจจัยในประเทศ
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 2.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่าสามปีจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานซึ่งไม่รวมพลังงานและอาหารสดเพิ่มขึ้น 0.83%
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วง 1.5-2.5% ซึ่งยังสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทางด้านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัว 2.1% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 1.5% และคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 2.6% ในปี 2570 ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท



