ปลานิลสายน้ำไหลเบตง ขึ้นทะเบียน GI ลำดับที่ 6 ของยะลา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 19 ล้านบาท
รัฐบาลโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ล่าสุด คือ "ปลานิลสายน้ำไหลเบตง" ซึ่งถือเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดยะลา ต่อจากสินค้าคุณภาพอื่นๆ ที่ขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้ เช่น กล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง และไก่เบตงยะลา โดยทั้งหมดจัดอยู่ในหมวดอาหาร
คุณภาพโดดเด่นจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
ปลานิลสายน้ำไหลเบตงมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากปลานิลทั่วไปอย่างชัดเจน เนื่องจากแหล่งผลิตตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 27.5–28.5 องศาเซลเซียส มีหมอกและฝนตกชุกตลอดปี รวมถึงน้ำในลำธารมีปริมาณออกซิเจนสูงเพราะสายน้ำไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง
เกษตรกรในพื้นที่ได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ โดยการผันน้ำจากลำธารเข้าสู่บ่อเลี้ยง ส่งผลให้ปลามีเนื้อแน่นเด้ง มีไขมันแทรกเล็กน้อย และรสชาติหวานเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังโดดเด่นในเรื่องความสะอาด ปราศจากกลิ่นโคลน และมีกลิ่นคาวน้อยกว่าปลานิลทั่วไป จนสามารถนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิได้อย่างมีคุณภาพ
การสร้างมูลค่าเพิ่มและความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน GI ครั้งนี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าเป็นสินค้าคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดให้กับเกษตรกรและส่งผลให้มีรายได้มากขึ้น
ด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน ร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆ จึงนิยมนำปลานิลสายน้ำไหลเบตงมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารหลากหลาย โดยมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 163,000 กิโลกรัมต่อปี และราคาขายเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดยะลาได้กว่า 19 ล้านบาทต่อปี
การขึ้นทะเบียน GI นี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต