วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ภาครัฐ-เอกชนเร่งหาทางออกเชิงนโยบายยั่งยืน
จากปัญหาด้านราคามะพร้าวน้ำหอมที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังเตรียมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีกำหนดนำเสนอต่อสภาเกษตรกรแห่งชาติในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
เสียงสะท้อนจากเกษตรกรในพื้นที่
ตัวแทนชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดราชบุรีได้ระบุว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมายังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดและรับซื้อราคานำตลาดที่ลูกละ 5 บาท แต่การดำเนินการทำได้ในปริมาณที่จำกัด ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงขายได้ในราคาเพียง 3-4 บาทต่อลูก ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอย่างมาก
ชาวสวนจึงเสนอให้หน่วยงานรัฐช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะที่ชาวสวนอีกคนสะท้อนว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าแรงหรือปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและยา โดยต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 30,000-40,000 บาท และต้องใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 3 ปีกว่าจะให้ผลผลิต จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลปัจจัยการผลิตอย่างใกล้ชิด
แนวทางแก้ไขจากวิสาหกิจชุมชน
ที่วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกในอำเภอดำเนินสะดวก มีการคัด แปรรูป และตัดแต่งมะพร้าวเพื่อเตรียมจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ นายประยูร วิสุทธิไพศาล ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก ระบุว่า สมาชิกสามารถขายได้สูงกว่าราคาตลาดลูกละ 1 บาท
หากล้งจีนรับซื้อในราคา 3 บาทต่อลูก วิสาหกิจชุมชนจะรับซื้อจากสมาชิกที่ลูกละ 4 บาท โดยใช้กำไรของกลุ่มซื้อนำราคา แต่เกษตรกรต้องผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานกำหนด เพื่อนำมาแปรรูปให้ตรงกับความต้องการของตลาด
นอกจากนี้ วิสาหกิจแห่งนี้ยังส่งออกไปยังตลาดสำคัญ เช่น ยุโรป ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งขายได้ราคาลูกละ 12-16 บาท ส่วนตลาดจีนไม่ได้ส่งออก เนื่องจากให้ราคาต่ำ เช่น อยู่ที่ 9-10 บาทต่อลูก
ข้อเสนอเชิงนโยบายจากสภาเกษตรกร
นายไชยวิทย์ บัวงาม ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ระบุว่า ที่ผ่านมาได้จัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานการศึกษาการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เพื่อระดมสมองร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนเกษตรกร หาทางออกวิกฤตราคาตกต่ำ
สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ถูกสะท้อน ได้แก่ ความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทาน ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ขาดประสิทธิภาพในการระบายผลผลิต การส่งออกชะลอตัว และถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม และจีน รวมทั้งโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม เพราะส่วนต่างราคาหน้าสวนกับราคาปลายทางไม่สมดุลกัน และพ่อค้าคนกลางหรือล้งมีอำนาจในการกำหนดราคา
จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายหลายประการ เช่น ผลักดันให้มะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐเข้ามาดูแลและประกันราคา แต่งตั้งคณะทำงานมะพร้าวน้ำหอมระดับชาติเพื่อดูแลกลไกตลาดอย่างเป็นระบบ ขยายช่องทางการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง ยุโรป และออสเตรเลีย
ตรวจสอบและกำกับดูแลทุนต่างชาติอย่างเข้มงวด เช่น ทุนข้ามชาติหรือนอมินี จัดตั้งกองทุนเพื่อพยุงราคาในช่วงมะพร้าวน้ำหอมราคาตกต่ำ ส่งเสริมมาตรฐานการผลิต เช่น GAP, GI และมาตรฐานสากลอื่น ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร ส่งเสริมการตลาดและการจำหน่ายออนไลน์ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า
ร่างรายงานการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายจะนำเสนอให้สภาเกษตรกรแห่งชาติพิจารณาในเดือนหน้า และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการช่วยเหลือต่อไป
การเคลื่อนไหวจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้
คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้หรือ Fruit Board เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พิจารณาและเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานศึกษาเสถียรภาพกลุ่มสินค้ามะพร้าวน้ำหอมครบวงจร โดยมีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาและวางยุทธศาสตร์ แนวทางบริหารจัดการมะพร้าวน้ำหอมทั้งระบบ
มอบหมายกระทรวงพาณิชย์จัดทำมาตรการด้านการควบคุมราคาและกระจายสินค้า และให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจัดทำข้อมูลเอกภาพของมะพร้าวน้ำหอม ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้เกษตรกร รวมถึงการแปรรูปผลผลิต เป็นต้น
ขณะนี้มีการจับตาการเข้ามาของ "ทุนจีน" ที่อาจฮุบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมที่ยังคงเป็นความท้าทายที่ไร้ทางออกที่ชัดเจน



