ศุลกากรยันไม่มีมันสำปะหลังลักลอบจากกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนอีสานใต้
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีกรณีการลักลอบขนมันสำปะหลังจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย ผ่านเส้นทางชายแดนในเขตอีสานใต้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบของด่านศุลกากรช่องจอมและด่านศุลกากรช่องสะงำ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา
การหารือบูรณาการเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบ
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ตามนโยบายหลักจากนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการศุลกากรภาค 2 ได้กำชับให้เร่งกวดขันการลักลอบขนสินค้าเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาและเกษตรกรไทยที่ได้รับความเดือดร้อน
โดยได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน ประกอบด้วย:
- พาณิชย์จังหวัด
- ด่านตรวจพืช
- ประชาสัมพันธ์จังหวัด
- ผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว
วัตถุประสงค์หลักคือการบูรณาการฐานข้อมูลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมกำหนดมาตรการกำกับดูแลสินค้าเกษตรนำเข้าจากต่างประเทศ โดยต้องไม่สร้างภาระให้กับผู้ประกอบการที่สุจริต
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้ามันสำปะหลัง
จากการหารือพบว่า มันสำปะหลังสามารถนำเข้าได้โดยเสรี ไม่มีโควต้ากำหนดจากกระทรวงพาณิชย์ และสินค้าที่เข้ามาในประเทศไทยนั้นมาจากประเทศลาว ไม่ใช่กัมพูชา ตามความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
สาเหตุที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่น่าคุ้มทุนสำหรับการลักลอบ ได้แก่:
- ประเทศลาวเก็บภาษีขาเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาในอัตราสูงถึง 40% โดยไม่มียกเว้นภาษีสำหรับสินค้าผ่านแดน
- เมื่อรวมค่าขนส่งแล้ว ทำให้ต้นทุนสูงเกินไป
- ก่อนออกจากลาว ต้องมีเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดจากหน่วยงานของลาว
- เมื่อเข้าประเทศไทย จะต้องผ่านการตรวจสอบจากด่านตรวจพืชของไทยอีกครั้ง
นายประสิทธิ์ เน้นย้ำว่า ทุกขั้นตอนต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบพิธีการศุลกากรที่สามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้ ซึ่งช่วยยืนยันว่าไม่มีกรณีสวมสิทธิ์จากกัมพูชา
มาตรการเฝ้าระวังและความมุ่งมั่นของรัฐบาล
นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของเกษตรกรในเขตอีสานใต้เป็นอันดับต้นๆ และเข้าใจดีถึงความรู้สึกของประชาชนไทยที่ไม่อยากให้เกิดข้อขัดแย้งกับบางประเทศ
เพื่อกดดันขบวนการลักลอบสินค้าไม่พึงประสงค์ประเภทต่างๆ ได้มีการจัดรถตรวจการณ์ศุลกากรจำนวน 5 คัน เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในพื้นที่ชายแดน พร้อมย้ำนโยบาย "เจอ จับ จริง ไม่มีเจรจา" อย่างแน่นอน
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องว่า การนำเข้าสินค้าเกษตรจะดำเนินไปอย่างถูกกฎหมายและเป็นธรรม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศ



