นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงสัญญาณเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ว่า แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะออกมาขยายตัวร้อยละ 2.8 ซึ่งสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 15.5 แต่ก็ยังมีความกังวลที่สำคัญที่ต้องชี้ให้เห็น
GDP สวนทาง MPI สัญญาณอันตราย
นายพชร กล่าวว่า การมองตัวเลขบนพื้นฐานนี้อาจดูดีในขั้นต้น แต่จะอันตรายในขั้นต่อไป และทำให้เราชะล่าใจในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่สะสมอยู่ การส่งออกที่โตแรงในไตรมาสนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้เต็มที่ ซึ่งเป็นการดึงอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เมื่อผลของการเร่งล่วงหน้าหมดลงในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขจะสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น
สิ่งที่ให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลข GDP คือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ซึ่งวัดปริมาณการผลิตจริงจากโรงงานในประเทศ ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระบุว่า MPI ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.83 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 61.26 ซึ่งวนอยู่ในช่วงร้อยละ 57–61 มาหลายไตรมาสติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2567 โดยไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่การส่งออกโตถึงร้อยละ 15.5 ในช่วงเวลาเดียวกัน ช่องว่างระหว่างตัวเลขทั้งสองยังกว้างมาก
อุตสาหกรรมที่ดึง MPI เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น
ที่น่าสังเกตคือ อุตสาหกรรมที่ดึง MPI ขึ้นในไตรมาสนี้ล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น แม้แต่เลขาธิการสภาพัฒน์ยังระบุเองเมื่อต้นปีว่า แม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่ปรับตัวดีขึ้นตามที่ควร ในภาวะปกติหากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพื่อการผลิต MPI ควรพุ่งขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 3–5 แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น สะท้อนว่าการส่งออกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพียงการส่งผ่าน (Pass-through) โดยไม่ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย
หลายคนมองว่าถ้าภาคการผลิตอ่อนแอ การท่องเที่ยวและบริการจะมาชดเชยได้ แต่นายพชรมองว่าความเชื่อนั้นกำลังพิสูจน์ตัวเองว่าจะไม่จริงอีกต่อไป ที่ผ่านมาแม้ตัวเลขดูเหมือนว่าบริการทดแทนอุตสาหกรรมได้ แต่ภาคบริการที่ว่าส่วนใหญ่คือการท่องเที่ยวซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญ คือส่งออกไม่ได้ ไม่มีแรงกดดันจากการแข่งขันต่างประเทศให้พัฒนาผลิตภาพ และขยายตัวได้ในวงจำกัด ขณะที่ภาคบริการในไทยปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 62 ของ GDP แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นบริการมูลค่าต่ำ แตกต่างจากบริการมูลค่าสูงในประเทศพัฒนาแล้ว
ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกเป็นลบ
ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่ GDP แต่คือดุลบัญชีเดินสะพัด โดยทั้งปี 2568 ไทยยังเกินดุล 15.9 พันล้านดอลลาร์ แต่เพียงเดือนเมษายน 2569 เดือนเดียว ขาดดุลไปแล้ว 7.6 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงเมษายนติดลบ 4.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันที่เร่งสูงขึ้นผิดปกติ นายพชรระบุว่านี่คือสถานการณ์ Premature Deindustrialization ที่เกิดขึ้นก่อนประเทศจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โครงสร้างแบบนี้คือ Negative Deindustrialization ที่ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้หดตัวเพราะผลิตภาพสูงขึ้น แต่หดตัวเพราะสูญเสียความสามารถแข่งขัน ประกอบกับภาคบริการที่เข้ามาทดแทนเป็นบริการมูลค่าต่ำที่ไม่สามารถสร้างวงจรการเติบโตที่พึ่งพาตัวเองได้
แรงกดดันสามชุดในไตรมาส 2
นายพชรประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันสามชุดหลักพร้อมกัน ชุดแรกคือการส่งออกที่จะชะลอลงหลังจากผลของการเร่งล่วงหน้าหมดไป ประกอบกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากจีนที่ผลิตสินค้ากว่าร้อยละ 30 ของโลกและส่งออกสินค้าราคาถูกมายังตลาดที่ไทยเคยครอง รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ชุดที่สองคือราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสภาพัฒน์ประเมินว่าหากยืดเยื้อ 6–9 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 135–145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ GDP ไทยอาจหดตัวเหลือเพียงร้อยละ 0.2 พร้อมเงินเฟ้อร้อยละ 5.8 ชุดที่สามคือตัวเลข PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 54.1 สูงสุดในรอบสามเดือน แต่ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับผลผลิตในอนาคตดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ปีครึ่งจากความกังวลเรื่องสงคราม
รัฐบาลพยายามปรับโครงสร้าง แต่ยังมีอุปสรรค
รัฐบาลกำลังพยายามปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ประกอบด้วยอุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐาน นักลงทุน และทรัพยากรมนุษย์ แต่บางครั้งดูเหมือนขาดบ้างเกินบ้าง เพราะระบบราชการไม่ได้เอื้อให้ง่ายและคล่องตัวต่อการบริหาร แม้ตัวเลข GDP และการส่งออกโต แต่ MPI อัตราการใช้กำลังการผลิตไม่ได้โตตาม สถานการณ์ภาคบริการและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกจากบวกเป็นลบอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรมที่ดึง MPI ขึ้นล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น ตัวเลขที่ดีเหล่านี้กำลังซ่อนสัญญาณเตือนที่สำคัญกว่า
คำถามสำหรับไตรมาส 2 ไม่ใช่แค่ว่า GDP จะอยู่ที่เท่าไหร่ แต่คือเรากำลังสูญเสียเครื่องยนต์ของประเทศไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรมาทดแทนได้จริง นี่ไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการคำตอบเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน การปรับปรุงโครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน คนพูดถึง complexities และ challenges มาก แต่ solution น้อย การตั้งใจสร้าง solution ประกอบด้วยการแก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน การปรับสภาพ landscape ของอุตสาหกรรม และการสร้างคนมาป้อนอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เห็นการแก้ปัญหาแบบนี้มานานแล้ว



